“ปฐมบท” แห่งการเริ่มพิจารณาคดีอาญา “จำนำข้าว” ในส่วนที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ตกเป็นจำเลย ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่มิชอบสร้างความเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2542 กรณีที่ละเลยไม่ยับยั้งสร้างความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท จะเริ่มขึ้นในนี้(19 พ.ค.) เวลา 09.30 น.
+++ ซึ่งเป็นวันที่ “ศาลฎีกาฯนัการเมือง” นัดสอบคำให้การจำเลย ซึ่งหาก ยิ่งลักษณ์ มาศาล ศาลก็จะอ่านคำฟ้องให้ฟังเพื่อสอบถามว่าจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ฟันธงได้เลยว่า ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธแน่นอน 1,000% หลังจากนั้นศาลก็จะกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน
+++ เมื่อเสร็จขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ตรงนี้ก็เชื่อว่า “ศาล” น่าจะให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อไป
+++ อย่างไรก็ตาม หาก ยิ่งลักษณ์ เกิดเปลี่ยนใจ ไม่มาศาล อย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกออก “หมายจับ” ได้เหมือนกัน
+++ หลายคนคงสงสัยว่า คดีนี้จะใช้เวลาพิจารณายาวนานแค่ไหน คำตอบก็คือ ให้รอดูที่ “คู่ความ” คือ “ฝ่ายอัยการ” และ “ฝ่ายยิ่งลักษณ์” ว่าจะมี “พยานหลักฐาน” มากน้อยแค่ไหน วันที่ 19 พ.ค.นี้ก็คงได้รู้กัน
+++ กระนั้นก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว กระบวนการไต่สวนของศาล
จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องติดต่อกันไปทุกวันทำงาน ยกเว้นแต่มีเหตุสุดสัยหรือมีเหตุจำเป็น เมื่อไต่สวนทั้งสองฝ่ายเสร็จแล้ว ก็เป็นขั้นตอนที่โจทย์และจำเลยมีสิทธิยื่นคำแถลงปิดคดีด้วยลายลักษณ์อักษร
+++ เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา หาก ยิ่งลักษณ์ ไม่มาศาล ศาลก็จะเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปและออกหมายจับ เพื่อนำตัว ยิ่งลักษณ์ มาฟังคำพิพากษา และหากภายใน 1 เดือน ยังไม่สามารถจับกุม ยิ่งลักษณ์ มาฟังคำพิพากษาได้ ศาลก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง และให้ถือว่า ยิ่งลักษณ์ ได้ฟังคำพิพากษาแล้ว
+++ คาดการณ์ว่า กระบวนการนับแต่ศาลเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีไปจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา น่าจะอยู่ในช่วง 6 เดือน ถึง 1 ปี ฉะนั้นคดีต้องติดตามกันด้วย “ใจระทึก” แบบค่อยเป็นค่อยไป
+++ “คดีอาญา” ถือว่ามีความสำคัญต่ออนาคตของ ยิ่งลักษณ์ เป็นอย่างสูง เพราะถ้าคดีนี้ศาลฎีกาฯ ฟันธงว่า “ผิด” จะมีผลต่อเนื่องถึง “คดีแพ่ง” ที่จะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกราว 5-6 แสนล้านบาท ไม่นับ “คดีถอดถอน” ที่ต้องเวนวรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปีไปแล้ว
+++ สรุปออกมาแล้ว “ล็อตแรก” สำหรับผลการสอบสวนการจัดซื้อ “ครุภัณฑ์เครื่องออกกำลังกาย และเครื่องนันทนาการ” ของกรมพลศึกษา “ดีเอสไอ” ฟันธงว่า กรมพลศึกษา-บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เกี่ยวพันครุภัณฑ์ 30 รายการ งบประมาณกว่า 45 ล้านบาท พบว่าเข้าข่าย 3 ความผิดคือ “ปฏิบัติหน้าที่-ฮั้วประมูล-ซื้อแพงเกินจริง 1,000%” เตรียมชงเรื่องให้ “ป.ป.ช.” รับไม้ต่อดำเนินการเชือดต่อไป
+++ หันไปดูความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับ พระสุเทพ ปภากโร ซึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมทีปภาวัน เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เฟซบุ๊กของ เถกิง สมทรัพย์ ผู้อำนวยการสถานีช่องฟ้าวันใหม่ ได้เขียนข้อความระบุตอนหนึ่งว่า “ผมกับคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้ไปสัมภาษณ์ในหลายเรื่อง ประเด็นหนึ่งคือเรื่องการลาสึกของท่าน เพราะมีคนถามไถ่กันมาก... ถามท่านว่าก่อนนั้นท่านเป็น ”นายสุเทพ เทือกสุบรรณ“ ต่อมานำการชุมนุมก็กลายเป็น ”ลุงกำนันสุเทพ“ พอมาบวชก็เป็น ”หลวงลุงกำนัน“ ท่านคิดว่าลาสึกออกไปท่านคิดไว้หรือยังว่าจะเป็นอย่างไร หลวงพ่อตอบว่า ไปเป็นเอ็นจีโอ ทำงานการเมืองภาคประชาชน ภาคพลเมือง”






