เหมือนหนังเรื่องเก่าที่นำกลับมาฉายใหม่ ปลายปี 2534 คณะทหารในนาม “รสช.” ต้องเผชิญทางวิบาก
เพราะโฉมหน้าร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้น เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง จึงเกิดกระแสต้านอย่างรวดเร็ว อันนำมาสู่การชุมนุมมวลชนเรือนแสน เมื่อ 19 พ.ย.2534 เรียกร้องให้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “จุดจบ รสช.” ในเดือน พ.ค.2535
000 สมัยที่เกิดการรัฐประหาร 2534 “ผู้มีบารมีเอ็นจีโอ” ก็เคยฝากความหวังกับ “รสช.” ว่าจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และกลายเป็น “วีรบุรุษ” ของสังคมไทย หากสถาปนา “กติกา” ที่ถูกต้อง การทุจริตคอร์รัปชั่นลดลง และความยากจนหายไปอย่างรวดเร็ว...แต่แล้วฝันก็ไม่เป็นจริง เมื่อ “รสช.” คลอดรัฐธรรมนูญ “พิมพ์เผด็จการ” จึงก่อให้เกิดการรวมตัวของ “ภาคประชาสังคม” กับ “พรรคการเมือง” พร้อมกับการชุมนุมใหญ่ที่สร้างปรากฏการณ์ “มติทุ่งพระเมรุ” ที่สั่นสะเทือนคณะทหารสมัยนั้น
000 ผ่านไปแล้ว 23 ปี “ประวัติศาสตร์มีไว้ให้จดจำ” แต่ “ผู้มีอำนาจไม่เคยจำ” ฉะนั้น วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค.2558 อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กับเครือข่ายญาติวีรชน จึงขอเชิญทุกฝ่าย “ทุกสี” มาร่วมงาน “23 ปี พฤษภาประชาธรรม” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เดือนพฤษภา 2535 ซึ่งจะมีการเชิญดวงวิญญาณวีรชนผู้ต่อสู้เสียสละชีพกลับบ้าน โดยจะมีพิธีบรรจุอัฐิ และทอดผ้าบังสกุล
000 ฮือฮาในกลุ่มกองเชียร์ทหาร ไพบูลย์ นิติตะวัน ,วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา และ สิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 308 ให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้พลเมืองทั้งประเทศเห็นควรให้มีการปฏิรูปประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนที่จะให้มีการจัดการเลือกตั้ง
000 พูดง่ายๆ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่สวมหัวโขนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย ได้เสนอทำประชามติ “ยื้อ” อำนาจ คสช.ออกไปอย่างน้อย 2 ปี ขณะที่ คำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รีบแจงกลับทันทีว่า แนวคิดประชามติยื้ออำนาจ คสช. ไม่ใช่มติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
000 ข้อเสนอของ ไพบูลย์ นิติตะวัน มีเสียงขานรับจากมวลมหาประชาชน ที่เคยชูธง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” บนท้องถนนทันที เพราะพวกเขาเหล่านี้ ไม่อยากให้มีเลือกตั้งเร็ว และอยากให้ คสช. อยู่ยาว 3-5 ปี...จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ต่างจากการโยนหินถามทาง และงานนี้ “ไพบูลย์” รับหินมาจากใคร? หรือใครใช้เขามาโยนหิน “ประชามติต่ออายุ” ประเด็นนี้น่าคิด
000 ที่น่าสนใจ สิระ เจนจาคะ สปช.ด้านสังคม ที่ร่วมผลักดันให้เกิดการทำประชามติแบบพิลึกนี้ เป็นศิษย์เอก “หลวงปู่พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำ กปปส.ภาค 7 ซึ่งในช่วงที่มีการชุมนุมใหญ่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป “สิระ” ได้ใช้สำนักงานบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด เป็นกองบัญชาการ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ อันสะท้อนสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของเขากับหลวงปู่
000 ชะตากรรม “คสช.” ต่างจาก “รสช.” ตรงที่พันธมิตรต้านเผด็จการเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ในวันนี้ได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเชียร์ คสช.สุดใจ หวัง “ปฏิรูปประเทศด้วยปลายกระบอกปืน” และอีกฝ่ายหนึ่ง ก็รอคอยสถานการณ์ให้ “สุกงอม” พร้อมจัดการชุมนุมใหญ่ไล่ทหารกลับกรมกอง นี่แหละอนิจจลักษณะของสังคมการเมืองไทย






