วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชามติ : ถามใคร? ถามอะไร? ถามอย่างไร?

เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้มีการทำประชามติ ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ คสช. กับ ครม. ก็จะประชุมร่วมกันเพื่อจะฟังความเห็นของทุกฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านโฆษกคณะกรรมการยกร่างฯ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช บอกว่าจะทำเป็นคู่มือเล็ก ๆ ที่พกใส่กระเป๋าได้ ให้ประชาชนได้อ่านได้ถกแถลงกันอย่างละเอียดก่อนจะทำประชามติ (ถ้ามี) และหากเป็นเช่นนั้นตารางเวลาการเลือกตั้งก็จะเลื่อนจากเดือนมีนาคมเป็นกรกฎาคมปีหน้า

ท่านบอกว่าคณะกรรมการยกร่างฯมีมติเรื่องให้ทำประชามติเป็นเอกฉันท์ มีการคุยกันเรื่องจะทำอย่างไรหรือรูปแบบอย่างไร เพราะทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ แต่ท้ายที่สุด ประธานกรรมาธิการฯ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็สรุปว่าหน้าที่การลงรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรเป็นของ คสช. และ ครม.

เหตุผลที่คณะกรรมการร่างฯเห็นว่าควรทำประชามติเพราะ

    รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ควรให้ประชาชนลงมติว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทำให้ประชาชนรักและหวงแหนรัฐธรรมนูญรัฐธรรมนูญกำหนดระบบและวิธีการบริหารประเทศไว้ ประชาชนควรมีสิทธิแสดงความเห็นได้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งได้ทำประชามติเอาไว้ เมื่อจะมีฉบับใหม่ก็ควรจะให้ประชาชนยืนยันว่าจะรับหรือไม่รับฉบับใหม่ด้วยการทำประชามติทำให้มีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศ จากประชากร 64 ล้านคนมีผู้มีสิทธิออกเสียงถึง 47 ล้านคน จึงควรจะใช้โอกาสนี้ได้อธิบายรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีเนื้อหาใหม่ ๆ อย่างน้อย 30%ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนไว้ว่า การแก้ไขประเด็นสำคัญต้องมีการลงประชามติ ดังนั้นจึงควรจะให้พลเมืองแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างทั้งฉบับก่อน

ต้องแยกประเด็นก่อนว่าที่คนร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าควรทำประชามติ ไม่ได้แปลว่า ร่างนี้จะผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ซึ่งยังถกแถลงกันอย่างเข้มข้นว่าด้วยหลายประเด็นที่มีความเห็นแปลกแยกและแตกต่าง

อีกทั้งยังไม่แน่ชัดว่าการทำประชามติจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังที่จะส่งให้ สปช. ลงคะแนน และท้ายสุดไปอยู่ที่ คสช. และท้ายของท้ายที่สุดก็อยู่ที่หัวหน้า คสช.หรือไม่

  เพราะการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นในภาวะไม่ปกติ ดังนั้นทุกอย่างจึงเข้าข่ายไม่ปกติ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างทางได้

จะเรียกเป็น “ความบังเอิญ” หรือ “ตามแผน” หรือ “อุบัติเหตุ” ก็แล้วแต่

เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีข้อเสนอจากสมาชิก สปช. บางท่านว่าจะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าหลังประกาศใช้ 90 วันจะให้ทำประชามติว่าจะให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือ “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป”

หากจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็จะใช้เวลา 2 ปี ซึ่งแปลว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา จะดำรงตำแหน่งนี้ต่อไปอีก 2 ปี แล้วจึงจะจัดให้มีการเลือกตั้ง

หากจะให้เลือกตั้งก่อนปฏิรูป ก็เดินหน้าจัดให้มีการเลือกตั้ง

แต่แม้จะตกลงกันว่าจะให้มีการเลือกตั้งก่อน ก็ยังมีประเด็นคำถามว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพราะหากตกลงกันว่าจะมีการลงประชามติ ก็จะต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน และงบประมาณ 3,000 ล้านบาท

การถามประชาชนเป็นเรื่องดี สมควรทำ แต่พอลงรายละเอียดก็จะต้องถกแถลงกันให้ชัดเจนว่าจะถามใคร ถามอะไร และถามอย่างไรด้วย

  นี่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ