วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การลงทุนในต่างประเทศ : กรณีศึกษาอุตฯชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

การพัฒนาการและเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมาของไทยในอดีต ส่วนหนึ่งเกิดจากการอาศัยความได้เปรียบจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาศัยปัจจัยแรงงานราคาถูก ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของภาครัฐ เช่น การส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างแรงจูงใจและดึงดูดให้เกิดการไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความได้เปรียบดังกล่าวมีส่วนช่วยส่งผลให้อุตสาหกรรมสาขาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมหลักอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกในระดับที่สูง


อย่างไรก็ดี รูปแบบการพัฒนาที่เคยถูกใช้มาในอดีตดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น อาจจะไม่สามารถที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศพัฒนาและก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากในด้านหนึ่ง ปัจจุบันได้มีประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าก้าวขึ้นมาแข่งขันกับไทย เช่น เวียดนาม ในขณะที่อีกด้านหนึ่งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและทุนเข้มข้นของไทยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะก้าวเข้าไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและแข่งขันในตลาดโลกได้


ด้วยเหตุนี้เอง คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกของอุตสาหกรรมสาขาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย โดยในแง่หนึ่งเพื่อพิจารณาถึงโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรแรงงานในประเทศอื่นๆ ที่จะสามารถช่วยคงสภาพความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่อาศัยต้นทุนแรงงานต่ำเป็นปัจจัยสำคัญได้ ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสในการขยายการลงทุนไปยังประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งอาจจะช่วยลดช่องว่างทางด้านองค์ความรู้ที่ทำให้ไทยไม่สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นในตลาดมูลค่าเพิ่มสูงได้ในปัจจุบัน


ผลการวิจัยพบประเด็นที่น่าสนใจ คือ การลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออก จะให้ผลกระทบที่แตกต่างกันตามแต่มูลเหตุปัจจัยที่ทำธุรกิจตัดสินใจจะออกไปลงทุน ซึ่งในบางกรณีอาจจะเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ภาครัฐควรต้องเข้ามาช่วยเหลือแก้ไข ในขณะที่ในบางกรณีอาจจะยังไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญ หรือบางกรณีอาจจะเป็นปัญหาในระยะกลางถึงระยะยาวที่ภาครัฐควรที่จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนว่าภาครัฐควรที่จะเลือกดำเนินนโยบายอย่างไร ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ การลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออก อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาในทุกๆ ปัญหา ภาครัฐควรที่วางนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมโดยพิจารณาถึงบริบทของการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วยซึ่งคณะผู้วิจัยจะขอกล่าวถึงปัญหาทีละกลุ่ม ดังนี้


กลุ่มที่หนึ่ง เป็นกลุ่มมูลเหตุปัจจัยการลงทุนที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ภาครัฐควรที่จะเข้ามาช่วยเหลือแก้ไข ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดกลุ่มประเทศ AEC 2. กลุ่มธุรกิจที่ขาดแรงงานประเภทชำนาญการ และ 3. กลุ่มธุรกิจที่กำลังสูญเสียสภาพการแข่งขันเนื่องจากประเทศคู่แข่งมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหนือกว่าที่ประเทศไทยเสนอและดึงดูดการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศจากที่เคยมายังประเทศไทยไป


การช่วยเหลือจากภาครัฐให้เกิดการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกสำหรับธุรกิจในกลุ่มแรกจะช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การขยายตลาดจะเป็นการเพิ่มยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศให้กับธุรกิจในกลุ่มแรก การสนับสนุนให้ธุรกิจกลุ่มที่ประสบปัญหาขาดแรงงานชำนาญการให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ หรือ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแรงงานชำนาญการภายในประเทศเพื่อทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานระดับบนจะช่วยให้ธุรกิจมีความมั่นคง เป็นฐานการผลิตที่เข้มแข็งมากขึ้น แต่การพัฒนาแรงงานในประเทศจะให้ผลในระยะยาวต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดีกว่าการสนับสนุนการลงทุนขาออกเพราะเป็นการพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศ เช่นเดียวกัน สำหรับกลุ่มที่สูญเสียสภาพการแข่งขันจากการได้สิทธิประโยชน์จากประเทศคู่แข่งนั้น คณะผู้วิจัยเห็นว่าการเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนภายในประเทศสำหรับประเภทธุรกิจที่ได้รับข้อเสนอที่จูงใจจากประเทศอื่นๆ จะช่วยให้เม็ดเงินในการลงทุนยังคงอยู่กับไทยต่อไป มากกว่าที่จะไหลออกตามแรงจูงใจจากประเทศอื่นๆ


กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มธุรกิจที่ภาครัฐไม่ควรที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ได้แก่ ธุรกิจที่ประสบกับปัญหาขาดแคลนค่าแรงขึ้นต่ำ และธุรกิจที่ต้องการแสวงหาเทคโนโลยีระดับสูง โดยในกลุ่มธุรกิจแรกมักจะเป็นธุรกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากค่าแรงโดยทั่วไปในอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับอัตรากำไร (Profit Margin) ภาครัฐจึงไม่ควรปกป้องธุรกิจกลุ่มดังกล่าว สำหรับในกลุ่มที่สองนั้น คณะผู้วิจัยพบว่าเป็นปัญหานี้เป็นปัญหาของธุรกิจข้ามชาติมากกว่าที่จะเป็นปัญหาของธุรกิจไทย ดังนั้น หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนธุรกิจดังกล่าวในการออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อแสวงหาเทคโนโลยีจากภายนอก จะเป็นการสนับสนุนธุรกิจต่างชาติที่อาจจะไม่ได้ส่งผลดีใดๆ ต่อเศรษฐกิจไทย (เช่น การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ฯลฯ) ในขณะเดียวกันการสนับสนุนดังกล่าวยังอาจจะเป็นการตัดโอกาสทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศเกิดขึ้นได้ยากอีกด้วย ภาครัฐจึงควรที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินนโยบายสนับสนุนธุรกิจในกลุ่มนี้


กลุ่มสุดท้ายจะเป็นกลุ่มที่มีปัญหาในระยะปานกลางถึงระยะยาว ซึ่งต้องการนโยบายที่มีความชัดเจน และควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงแนวทางในการผลักดันนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจที่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น เหล็กคุณภาพสูง และกลุ่มธุรกิจที่ผนวกอยู่กับเครือข่ายการผลิตของประเทศที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากธุรกิจแม่ของเครือข่ายประสบกับปัญหาก็อาจจะส่งผลกระทบถึงธุรกิจในเครือข่ายด้วยเช่นเดียวกัน


สำหรับปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ คณะผู้วิจัยพบว่าภาคธุรกิจต้องการการช่วยเหลือจากภาครัฐในเรื่องการเข้ามาตรวจสอบกลไกการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างถี่ถ้วนว่ามีการเชื่อมโยงกันอย่างเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ภาครัฐต้องเข้ามาปรับแก้ หรือช่วยเหลืออุตสาหกรรมในช่วงไหนถึงจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่นเหมาะสม ในส่วนของความเสี่ยงจากการอยู่ในเครือข่ายการผลิตของธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น คณะผู้วิจัยเห็นว่าภาครัฐควรที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนข้ามเครือข่ายการผลิตมากขึ้น โดยหากการลงทุนข้ามเครือข่ายมีความเป็นไปได้ยากภายในประเทศ ก็อาจจะกำหนดมีการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจใช้การลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศขาออกเพื่อเปิดโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายการผลิตอื่นๆ ในต่างประเทศ เช่น การเข้าไปลงทุนในเวียดนามเพื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายของเกาหลีใต้ เป็นต้น