วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาบังคับใช้ก.ม.-ทุจริต ซ้ำเติมสถานการณ์ค้ามนุษย์

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร กำลังทลายขบวนการค้ามนุษย์ในภาคใต้

 ซึ่งจากการรายงานของเจ้าหน้าที่และการออกหมายจับไปแล้วราว 50 คน มีทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมืองท้องถิ่นและคนท้องท้องถิ่นที่ร่วมเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ยังเกี่ยวพันกับทั้งคนไทยและพม่าที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา เป็นขบวนการที่ใหญ่มากและมีความซับซ้อน อาจกล่าวได้ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจา อาจจะเป็นเพียงแค่ภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ออกมาให้เห็นบนผิวน้ำ แต่ปัญหาที่แท้จริงของการค้ามนุษย์ในสังคมไทยนั้นอาจมีมากกว่านี้หลายเท่า เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ฝังจมอยู่ใต้น้ำ ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวใหญ่โตในระดับประเทศ ซึ่งจากมองจากมุมของผู้แก้ปัญหาแล้ว ก็อาจเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะแก้ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องวางมาตรการที่ดีและเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ในทุกระดับ

กรณีที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจา ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2014 ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ลดระดับความพยายามตอบสนองต่อการค้ามนุษย์ลงไปอยู่กลุ่มที่ 3 หรือ เทียร์ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด โดยในรายงานดังกล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่านสำหรับการค้าผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กเพื่อการบังคับใช้แรงงานและการบังคับค้าประเวณี” 

รายงานยังบอกถึงที่มาของเหยื่อว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งจีน เวียดนาม รัสเซีย อุซเบกิสถาน อินเดีย และฟิจิ ซึ่งมาไทยเพื่อหางานทำ มีแรงงานอพยพประมาณสองถึงสามล้านคนในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า เหยื่อค้ามนุษย์ที่พบในไทยส่วนใหญ่ถูกบังคับ ขู่เข็ญหรือล่อลวงมาบังคับใช้แรงงานหรือในธุรกิจทางเพศหรือค้าประเวณี เหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับใช้แรงงานในไทยจำนวนมากมักถูกแสวงประโยชน์ในอุตสาหกรรมประมง การผลิตเสื้อผ้าราคาถูก โรงงานต่างๆ และงานรับใช้ตามบ้าน และบางคนถูกบังคับให้ขอทานตามถนน

รายงานระบุอีกว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญ ที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ แม้จะมีพัฒนาด้านการจัดเก็บข้อมูลการต่อต้านการค้ามนุษย์ แต่ความพยายามของการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ยังถือว่าไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาในไทย และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับเป็นตัดขัดขวางความสำเร็จของความพยายามนี้ นอกจากนี้ไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนล่ามอย่างหนักในหน่วยงานของรัฐ ส่งผลให้การระบุสัญชาติและการปกป้องเหยื่อการค้ามนุษย์ถูกจำกัด

หากรายงานดังกล่าวเป็นจริง ก็จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งใหญ่ แห่งหนึ่งของโลกที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ และที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่ได้มีความพยายามแก้ไข“อย่างมีนัยสำคัญ” อีกทั้ง“การบังคับใช้กฎหมาย”ก็ไม่เพียงพอ เมื่อเปรียบเทียบกับ“ขนาดของปัญหา” ซึ่งนั่นหมายความสหรัฐกำลังมองว่าเรามีปัญหาหนักจริงๆ และเกิดขึ้นมานาน ยิ่งกรณีของชาวโรฮีนจา ก็สะท้อนให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งก็เป็นจริงตามที่รายงานดังกล่าวระบุถึง

ดังนั้น หากรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการแก้ปัญหานี้อย่างถาวรแล้ว อาจต้องนำรายงานของสหรัฐมาทบทวนดูอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ภาครัฐออกมากล่าวปฏิเสธและแก้ข้อกล่าวหาจากสหรัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีส่วนที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอยู่มาก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าความพยายามของไทยในการบังคับใช้กฎหมายไม่เพียงพอต่อขนาดของปัญหาและการคอร์รัปชันในทุกระดับ