รายงานข่าวความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณฯ ประจำปี 2558 ล่าสุดที่โฆษกรัฐบาลส่งถึงผู้สื่อข่าว
ปรากฏข้อความสำคัญว่า “นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวล ต่อปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัว จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้รวดเร็ว เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว...”
ความกังวลของนายกรัฐมนตรีต่อภาวะเศรษฐกิจ สอดรับกับความกังวลของหลายฝ่าย เมื่อสัญญาณจากหน่วยงานที่ติดตามภาวะเศรษฐกิจเช่น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทยที่ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันและต่ำสุดในรอบ10 เดือน สำนักงานเศรษฐกิจการคลังปรับลดคาดการณ์จีดีพีเหลือขยายตัว3.7% จากเดิม 3.9% ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ปรับลดลงอีก 0.25% เหลือ 1.5% ต่อปีจากเหตุผลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังคงล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ส่วนการเบิกจ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวแม้จะมีสัญญาณที่ดีแต่ไม่สามารถทดแทนการส่งออกที่หดตัวได้
ภาวะที่เศรษฐกิจซึมตัวและขาดความคึกคักกระปรี้กระเปร่า ข้อคิดเห็นของหลายฝ่ายที่เห็นพ้องต้องกัน ว่าควรจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามผู้ที่มีมุมมองต่างออกไป ในเรื่องนี้กลับเป็นม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเศรษฐกิจไทยในเวลานี้มีสัญญาณที่ดีในหลายเรื่องทั้งการท่องเที่ยว การเบิกจ่ายงบประมาณ การขออนุญาตเปิดดำเนินการโรงงานใหม่ ซึ่งทั้งหมดปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“7 เดือนที่ผ่านมาผมมองว่าแทบจะไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจด้านไหนไม่ดีขึ้น แต่ที่เศรษฐกิจยังกระโดดขึ้นไม่ได้เพราะการส่งออกยังกดดันอยู่”
การมองภาพเศรษฐกิจในแง่ดี อาจทำให้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร สามารถโฟกัสไปที่เรื่องระยะยาว การพบปะกับตัวแทนองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ก็ได้ใช้เวลาชี้แจงถึงการสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงระยะยาว ได้แก่ การส่งเสริมอุตสาหกรรมตามยุทธศาสตร์บีโอไอฉบับใหม่ การจัดเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สิน การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การส่งเสริมการตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (IHQ) และนโยบายเปลี่ยนโฉมประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องทั้งหมดจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นก็เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นไม่แพ้กัน คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือเจาะจง ไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด จากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เพราะแม้รายได้จากภาคเกษตรจะมีสัดส่วนสร้างรายได้ต่อจีดี 12% แต่ก็มีสัดส่วนการจ้างงานถึง16 ล้านคน หากคนกลุ่มนี้มีรายได้ไม่เพียงพอในการใช้จ่ายคงยากที่เศรษฐกิจจะพลิกฟื้นดีขึ้น
เมื่อเศรษฐกิจยังอ่อนแรงก็ถึงเวลาที่รัฐบาลจะเปิด ‘ก็อกสอง’กระตุ้นอีกครั้ง ใช้นโยบายการคลังช่วยสร้างความเชื่อมั่น หลังจากที่แบงก์ชาติใช้นโยบายการเงินลดดอกเบี้ยฯไปแล้ว2 ครั้งติดต่อกัน
...ประชาชนกำลังจับตามองอย่างคาดหวังว่าสิ่งที่รัฐบาล จะทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ควรจำกัดบทบาท อยู่แค่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณเท่านั้น







