วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนสายพันธุ์ใหม่ - นักข้อมูลวิทยา (Data Scientists)

สัปดาห์นี้ผมขอบังอาจบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคำหนึ่งนะครับ ซึ่งในต่างประเทศเป็นวิชาชีพที่กำลังอินและฮิตมาก นั้นคือ Data Scientists

หรือขอเรียกเป็นภาษาไทยว่า นักข้อมูลวิทยาครับ วิชาชีพนี้กำลังเป็นที่โด่งดังขนาดไหน ก็สังเกตดูได้จากการที่ประธานาธิบดีโอบามา ถึงขั้นตั้ง DJ Patil (ถือเป็นหนึ่งในผู้ถือกำเนิดคำว่า Data Scientists) ขึ้นเป็น Chief Data Scientist ประจำรัฐบาลสหรัฐ หรือจากการที่วารสาร Harvard Business Review เคยมีบทความที่ระบุว่า Data Scientist เป็น The Sexist Job of the 21st Century


ท่านผู้อ่านคงจะเริ่มสงสัยแล้วนะครับว่าเจ้า Data Scientists หรือ นักข้อมูลวิทยานั้นคืออะไร และ ทำอะไรกันแน่ จริงๆ การเติบโตและความสำคัญของนักข้อมูลวิทยานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยากจะมองเห็นครับ จากกระแสและการเติบโตของแนวคิดเรื่อง Big Data ที่ข้อมูลต่างๆ กลายเป็นอภิมหาข้อมูล ที่ธุรกิจในปัจจุบันมีข้อมูลในด้านต่างๆ เข้ามามากขึ้น และข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำมาประมวล วิเคราะห์ มองหาแนวโน้ม หรือ Insight ต่างๆ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหันต์กับองค์กรธุรกิจ


คำถามสำคัญก็คือแล้วใครละ ที่จะเป็นผู้กระโจนไปในกองข้อมูลมหึมาที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาล แล้วมองหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล มองเห็นแนวโน้มของข้อมูล และสุดท้ายสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้ากับธุรกิจของตนได้?


ท่านผู้อ่านอาจจะมองว่าจริงๆ ก็จะมีตำแหน่งนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมองว่ามีความแตกต่างระหว่างนักวิเคราะห์ข้อมูล กับ นักข้อมูลวิทยาครับ Data Scientist นั้น จะเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และ นักธุรกิจ อยู่ในตัวคนคนเดียวครับ


นักข้อมูลวิทยา จะต้องไม่เบื่อและรักที่จะอยู่กับข้อมูลจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกัน นอกจากไม่เบื่อที่จะมองข้อมูลจำนวนมากแล้ว คนเหล่านี้จะต้องชอบที่ตั้งคำถาม อยากรู้ อยากเห็น รวมทั้งเมื่อมองไปที่ข้อมูลต่างๆ ก็สามารถที่จะมองแนวโน้ม หรือ Insight บางอย่าง ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับองค์กรได้ นอกจากนี้นักข้อมูลวิทยา ยังจะต้องสามารถเห็นข้อมูลหลายๆ แหล่ง และมองเห็นความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลจากแต่ละแหล่งได้ ดังนั้น จากความสามารถในการมองเห็นแนวโน้ม Insight การมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล รวมทั้งการมองข้อมูลเดิมๆ จากมุมมองใหม่ๆ ได้ จะทำให้นักข้อมูลวิทยาเหล่านี้ สามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ รวมทั้งช่วยองค์กรของตนเองแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ


จากความหมายข้างต้น ท่านผู้อ่านคงจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างนักวิเคราะห์ข้อมูล ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอให้ผู้บริหาร กับ นักข้อมูลวิทยา ที่ไม่ได้เพียงแค่วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเดียว แต่สามารถมองหาความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ รวมทั้งโอกาสใหม่ๆ จากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ดังนั้น จึงไม่แปลกนะครับที่เราจะบอกว่านักข้อมูลวิทยาจะต้องเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ (ที่อยู่กับข้อมูล ชอบการวิเคราะห์ ชอบตัวเลข ชอบตั้งและท้าทายต่อสมมติฐาน) ศิลปิน (ที่มองเห็นความสัมพันธ์ มองเห็นโอกาส มองข้อมูลจากหลายๆ มุมมอง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้จากข้อมูล) และ นักธุรกิจ (ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโอกาสและการเติบโตทางธุรกิจ)


คำถามคือแล้วองค์กรจะหาคนประเภทนี้มาจากไหนครับ? ปัจจุบันเรายังไม่ได้มีหลักสูตรผลิต Data Scientist โดยตรง แต่ก็พอจะมีที่ใกล้เคียงบ้าง เช่น ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่เรามีภาควิชาสถิติอยู่ในคณะ ซึ่งนิสิตในภาควิชานี้ นอกจากจะต้องเก่ง เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข การวิเคราะห์แล้ว ยังต้องมีพื้นฐานทางธุรกิจอีกด้วย หรือ ถ้าท่านผู้อ่าน ค้นหาคำว่า ‘Data Scientist Course’ เข้าไปในเน็ตก็จะพบพวกหลักสูตรออนไลน์ที่พร้อมจะสอนคนพันธุ์นี้ออกมาพอสมควร


ปัจจุบันหลายๆ องค์กรในประเทศไทยกำลังตื่นกับกระแส Big Data กันอยู่ แต่คำถามต่อมาคือเมื่อเก็บหรือมีข้อมูลได้เยอะๆ แล้ว ใครที่จะเป็นคนทำหน้าที่ที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่นำข้อมูลมาวิเคราะห์และรายงานผลเท่านั้น จะหวังพึ่งผู้บริหารในการนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ก็ไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีบุคคลที่ทำหน้าที่ในการที่สามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ จัดเรียง จัดโครงสร้างด้วยมุมมองใหม่ๆ ในอันที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหา และ สร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรธุรกิจ ซึ่งบุคคลสายพันธุ์ใหม่นี้ก็คือ นักข้อมูลวิทยา หรือ Data Scientists นั้นเองครับ