วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักปั่นจักรยาน... กับปีศาจบนถนนหลวง

ข่าวร้ายที่นักปั่นจักรยานถูกคนเมาแล้วขับ ชนตายและบาดเจ็บ ไม่ควรจะทำให้กิจกรรมปั่นจักรยาน ที่กำลังได้รับความนิยม

อย่างกว้างขวางต้องหยุดชะงักลง

แต่ขณะเดียวกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องจัดการกับ “ฆาตกร” ที่มาในรูปของ “คนเมาแล้วขับ” อย่างเข้มข้น

ตำรวจที่ไม่บังคับใช้กฎหมายห้ามคนเมาขับรถ ต้องได้รับโทษอย่างหนัก เพราะเหยื่อของคนกินเหล้าแล้วขับรถนั้น ไม่ใช่เฉพาะนักปั่นจักรยานเท่านั้น แต่ยังฆ่าและทำร้ายผู้คนจำนวนมากเกินกว่าที่จะให้อภัยได้

นักปั่นจักรยานเองก็จะต้องวางกฎกติกาสำหรับการใช้ถนน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากทั้งคนเมาและคนไม่เมา เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างมาตรฐานที่สังคมจะได้ประโยชน์สูงสุด

สำหรับคนเมา แม้จะมี Bike Lane ก็คงช่วยอะไรไม่ได้

แต่สำหรับคนไม่เมา การตีเส้นช่องจักรยานทุกจังหวัด จะเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่จำเป็นได้ไม่น้อยทีเดียว

ผมเคยไปเมืองจีน ออกจากร้านอาหาร ตำรวจจะตรวจรถทุกคันที่ออกมาเพื่อให้แน่ใจว่าคนขับรถไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

หากตำรวจไทยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ป้องกันความตายบนท้องถนนที่เกิดจากฤทธิ์เหล้า ก็ย่อมสามารถตั้งด่านตรวจหน้าสถานบริการ และสกัดไม่ให้คนดื่มเหล้ากลายเป็นมือสังหารคนอื่น

มาตรา 29 ของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนดโทษจำคุก 1 ปีปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ในทางปฏิบัติเพราะความหย่อนยานของผู้รักษากฎหมาย และความไร้วินัยของคนไทยทั่วไป การเสียชีวิตกลางถนนอย่างไร้เหตุไร้ผล มีผลกระทบกว้างไกลต่อสังคมในส่วนรวม จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับผู้ขาย มิใช่จ้องจะทำมาหากิน ชี้ช่องหลบกฎหมายเพื่อหวังเพิ่มยอดขาย โดยไม่สำนึกถึงบาปกรรมที่ตนสร้างไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมต่อสังคม

วันหนึ่ง เหตุร้ายอย่างนี้เกิดกับครอบครัวหรือคนใกล้ชิดตัวเองแล้วจึงจะรู้สึก ซึ่งก็จะสายเกินไปสำหรับทุกฝ่าย

หากไม่มีการทำจริงจัง เชื่อได้ว่าปัญหาเมาแล้วขับก็จะยังไม่หายไปไหน ยอดการเกิดอุบัติเหตุ, พิการ, เสียชีวิต ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไทยก็จะเป็นประเทศมีสถิติเลวร้ายเรื่องนี้เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีผลกระทบทางลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกเรื่องหนึ่ง

อาจารย์ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย บอกว่าเป็นห่วงว่าการเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการขี่จักรยาน ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าขี่ ซึ่งก็จะเป็นผลเสียต่อการรณรงค์ให้คนไทยปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังสร้างความเป็นชุมชนและประชาคมที่อบอุ่นอีกด้วย

ดร.ธงชัยบอกว่านักปั่นจักรยานแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

    นักปั่นทีมชาติ คนกลุ่มนี้มักมีรถนำหน้า เลือกเส้นทางในที่โล่ง ปลอดรถยนต์ จึงมักจะปลอดภัยนักปั่นทั่วไป กลุ่มนี้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุด ประเมินว่ามีนักปั่นจักรยานทั่วไปเหล่านี้ประมาณ 100,000 ถึง 200,000 คน อยู่ในสภาพมีความเสี่ยง และมีโอกาสเสียชีวิตประมาณ 10,000 คน เพราะส่วนใหญ่จะฝึกซ้อมบนถนนใหญ่ มีรถยนต์วิ่งความเร็ว 60-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ลำพังอาศัยตำรวจป้องปรามไม่สามารถทำได้ทั้งหมด เพราะไม่บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ดังนั้น นักปั่นทั่วไปจึงควรเลี่ยงถนนหลวง และถนนสายหลัก ควรใช้พื้นที่โล่งแทน และไม่ควรจะขี่ในตอนเช้ามากนักเพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกลุ่มใช้จักรยานระดับครัวเรือน ขี่ในชุมชน มีความปลอดภัยเพราะใกล้บ้าน ไม่มีการออกพื้นที่ห่างไกล

  ผมเป็นนักปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพคนหนึ่ง ต้องการเห็นคนไทยสามารถร่วมกิจกรรมนี้ได้อย่างปลอดภัย และเชื่อมโยงความเป็นชุมชนอย่างเหนียวแน่นอย่างที่เราสัมผัสได้ ในการที่เครือเนชั่นจัดกิจกรรม NationBike ไปทั่วประเทศ จึงพร้อมจะเป็นตัวกลางในการระดมพลังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ สำหรับนักปั่นจักรยานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด