เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่ารอบตัวของเราเต็มไปด้วยคนที่มองแง่ร้าย เรามักจะถูกครอบงำด้วยความคิดร้ายๆ ตามไปด้วย
เริ่มจากลดความคาดหวังที่เคยตั้งไว้สูง หวังวันหน้าที่สดใสกลายเป็นแค่วันหน้าฟ้ามืดแต่ฝนไม่ตกก็พอแล้ว การทุ่มเททำงานการลดน้อยถอยลงไปพร้อมกับการน้อยอกน้อยใจในโชควาสนาเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเกิดขึ้นให้ได้พบเห็นเป็นประจำ แค่ต้องทำงานภายใต้ผู้บริหารที่ไม่ถูกอกถูกใจไม่นาน เรื่องแบบนี้ก็ตามมาแล้ว
ถ้าอยู่กันไปแบบนี้ทุกอย่างรอบตัวก็จะแย่ลงไปหมด เพราะไม่มีใครเห็นอะไรรอบตัวดีขึ้นสักอย่าง ต่างคนต่างช่วยกันพูดจาเกี่ยวกับความย่ำแย่ ความเสื่อมถอย ความโชคร้ายต่างๆ นานา หากเราจมลงไปกับการมองแง่ร้ายไปกับเขาด้วย เรี่ยวแรงที่จะสู้ความยากลำบากต่างๆ ก็ทดถอย และที่จะแย่ที่สุดนั้นไม่ใช่คนอื่นใดที่ปากบ่นว่าแย่แล้ว แต่เป็นตัวเราที่ความสุขหดหายไปตามคนมองโลกแง่ร้ายที่ล้อมรอบตัวเรา ไม่มีประโยชน์อย่างใดที่จะพยายามให้คนที่จมอยู่กับแง่ร้ายเหล่านั้นเปลี่ยนมามองหาอะไรที่เป็นแง่ดีกันบ้าง ถ้าทำเช่นนั้นเราอีกนั่นแหละที่จะทุกข์มากขึ้นจากการตอบสนองของคนที่เราหวังดีจะให้เขาหลุดพ้นจากโลกย่ำแย่ การตอบสนองไม่ใช่แค่ไม่ยอมเปลี่ยนมุมมอง แต่จะมองเราเป็นศัตรู หรือมองเป็นคนโลกแบนไปเลยก็ได้ การพยายามเปลี่ยนคนรอบตัวที่จมอยู่ในมุมมองแง่ร้ายให้หันมามองแง่ดีกันบ้างอาจเป็นความพยายามที่ไร้คุณค่าใดๆ กับตัวเรา อาจเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องปล่อยวาง ลดจิตสาธารณะที่จะช่วยคนอื่นลงไปบ้าง
ถ้าจะให้ดีสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนมองแง่ร้าย คงต้องตีกรอบไว้ที่ตัวเราเองก่อน และต้องยอมรับไว้ในเบื้องต้นว่าการอยู่อย่างมีสุขท่ามกลางคนมองแง่ร้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อจะได้ไม่ตั้งความหวังอะไรไว้มากเกินไป แต่ต้องเตือนตนเองไปพร้อมๆ กันด้วยว่าเราไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับโลกแง่ร้ายเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องของการเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แต่อย่าออกหน้าออกตาจนกลายเป็นความพยายามทำตนให้แปลกแยกไปจากคนอื่น คนมองแง่ร้ายเห็นคนอื่นเป็นศัตรูได้ง่าย และมักเล่นงานศัตรูแรงกว่าที่น่าจะเป็น ด้วยความเกรงกลัวที่มากเกินเลยความจริง มองแง่ร้ายสามารถเห็นงูเขียว กลายเป็นมังกรได้เลยทีเดียว ลองเริ่มจากการลดถ้อยคำแง่ร้ายลงไปบ้างในแต่ละวัน ได้ยินถ้อยคำในทางที่โลกจะแตกสักสิบคำ ให้ลดการพูดต่อให้เหลือสองสามคำ แล้วเลือกใช้ถ้อยคำที่ดูเป็นกลางๆ มาแทน ลองเปลี่ยนจากวันนี้อากาศแย่จริงๆ มาเป็นอากาศวันนี้ไม่ดีเท่ากับเมื่อวาน เมื่อเราเลือกที่จะใช้ถ้อยคำที่ดูเป็นกลางๆ โลกแง่ร้ายก็จะลดลงไปได้บ้าง ในขณะที่ไม่ขวางหูขวางตาประชาคมโลกแง่ร้ายรอบๆ ตัวเรา ทุกครั้งที่ได้ยินอะไรในแง่ร้ายให้ใช้สติปัญญาของเราปรับลงให้เป็นกลางๆ ไว้ก่อน จะพูดตามใคร ต้องกรองให้กลายเป็นกลางๆ ให้ได้ก่อน
ย่ำแย่หรือสดใสนั่นอยู่ในตัวเรา อยู่กับท่าทางที่เราแสดงออก ลองเดินให้เหมือนกับวันนี้เป็นวันสดใสในวันที่ฝนตกดูบ้าง เดินให้เหมือนกับกำลังสบายใจฝ่าฝนตกดูบ้าง จะพบว่าฝนตกวันนั้นไม่ได้แย่เท่ากับวันก่อน ถ้าเดินอย่างมีทุกข์เต็มทีฝ่าฝนออกไป ทุกข์จากฝนจะถูกเติมเต็มด้วยทุกข์จากมโนของเราเอง ลองทำงานเหมือนกับวันที่เคยทำงานกับผู้บริหารที่เราชื่นชม ในวันที่เราจำต้องอยู่กับผู้บริหารที่อ่อนด้อยฝีมือ บอกกับตนเองว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะลงโทษตนเองด้วยการกีดกันความก้าวหน้าของตนเอง จากการทำงานที่อ่อนล้าตามฝีมือที่อ่อนด้อยของผู้บริหารที่เราเลือกเองไม่ได้ บอกตัวเองว่าเราจะไม่ยอมให้ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเราแย่ลงไปตามฝีมือที่ลดน้อยถอยลงของผู้บริหาร วันนั้นจะพบว่าการงานของเราแตกต่างไปจากวันก่อนแน่ๆ
ถ้าเลิกบ่นในเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ หรือลดบ่นลงไปบ้าง เราจะเริ่มมองเห็นแง่ดีของหลายๆ อย่างที่อยู่รอบตัวเรา เลิกบ่นเรื่องแย่งกันขึ้นลิฟต์ทุกเช้า คิวรอขึ้นลิฟต์จะสั้นกว่าที่เคยเป็นในวันก่อน และอาจได้เห็นโอกาสบางอย่างที่เราไม่เคยเห็นในวันที่มองโลกแง่ร้ายตามผู้คนรอบตัว เจอคนชอบบ่นแง่ร้ายเมื่อใด ไม่ต้องถามว่าสบายดีหรือเปล่า ให้ถามว่าวันนี้ดูสดใสขึ้นนะ ถ้าใครมาทักทาย ให้ตอบด้วยถ้อยคำที่ดีเกินกว่าที่เคยใช้ไว้อีกนิด เพื่อเติมแง่ดีให้กับวันนั้น แทนที่จะตอบว่าสบายดีเฉยๆ ให้ตอบว่าสบายกว่าวันก่อนเยอะเลย
ในยามที่รอบตัวมีแต่แง่ร้าย ให้พยายามทำตัวให้คุ้นเคยกับความเรียบง่าย เคยทำอะไรที่สลับซับซ้อนก็ให้ลดความซับซ้อนนั้นลงไปมากๆ ความซับซ้อนอยู่ได้ในโลกแง่ดีที่มองความยากเป็นความท้าทาย โลกแง่ร้ายมองความซับซ้อนเป็นความยากลำบาก ยิ่งใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก ทำงานเรียบง่ายขึ้นเท่าใด รอบๆ ตัวเราจะมีอะไรดีๆ มาให้พบอีกแยะในวันที่เต็มไปด้วยแง่ร้ายต่างๆ นานา






