ประโยคที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ไม่รู้ว่าจะยังคงใช้ได้กับ สถานการณ์ส่งออกของไทยเวลานี้หรือไม่
เพราะผู้ส่งออกหลายราย บอกว่า พยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองทุกวิถีทางแล้ว ทั้งลดขนาดธุรกิจ ลดการจ้างงาน ลดการทำงานล่วงเวลา หาตลาดส่งออกใหม่ ปรับสินค้า ไปจนถึงทำธุรกิจอื่นๆเสริม ฯลฯ
แต่กระนั้น ก็ยังหายใจลำบาก เหมือนน้ำที่กำลังจะขึ้นมาท่วมจมูก ประเมินจากมูลค่าส่งออกที่ยังติดลบต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
โดยในไตรมาสแรกปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) ติดลบ 4.69% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ ปรับประมาณการส่งออกใหม่ในปีนี้เหลืออัตราการขยายตัวเพียง 1.2%
นั้นเป็นเพราะมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงมากมาย โดยเฉพาะการแปรปรวนของเศรษฐกิจโลกที่เร็วและแรง มีผลโดยตรงกับยอดขาย โดยเฉพาะตลาดหลักสำคัญๆ อย่าง จีน ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งพบว่าตลาดหลักเหล่านี้ภาพรวมยังคงชะลอตัว
ขณะที่เศรษฐกิจไทย “ใส่ใข่ไว้ในตะกร้าใบใหญ่” ที่เรียกว่าส่งออก มากถึง 65% ของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
การประคับประคอง “ไข่ในตะกร้า” บนมือที่แกว่งไกวของเศรษฐกิจโลก จึงน่าวิตกอย่างยิ่ง !!
และดูเหมือนจะมีเครื่องมือเดียวที่ “ต้องทำ (must) ” ในสายตาผู้ส่งออกไทย ที่เรียกร้องมาตลอด นั่นคือการทำให้ “ค่าเงินบาท” อ่อนค่าคงกว่านี้
นั่นอาจกลายเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 “ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ลง 0.25% เหลือ 1.5% นับเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นรอบที่ 2 ของปี
เรียกว่า หักปากกานักเศรษฐศาสตร์ หลายสำนัก
โดยกนง.ให้เหตุผลว่า ต้องการรักษาแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ หลังจากที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเริ่มมีแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ผลที่ตามมาจากมติดังกล่าว ทำให้ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่า โดยระดับสูงสุดอยู่ที่ 32.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 32.64-32.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ทว่า ตัวเลขที่จะทำให้หายใจคล่อง คือ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ !!
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงบ้างในขณะนี้ นั่นถือเป็นเพียงการ “แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” ให้กับบรรดาผู้ส่งออกไทย เท่านั้น
เพราะหนทางที่ดีที่สุด ย่อมดีไม่พ้น คำว่า “พึ่งพาตัวเอง” ด้วยการปรับตัว ปรับตัว และปรับตัว หากต้องการยืนอยู่บนสังเวียนการค้าโลก ในฐานะผู้ส่งออก
แม้จะรู้ว่านี่คือเรื่อง “ระยะยาว” แต่ก็พูดกันมานานถึงการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย ไปพร้อมกับการปรับโครงสร้างภาคส่งออกไทย หันไปหาธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่านี้ หลุดออกจากประเทศที่อาศัยความเปรียบเรื่องค่าจ้างแรงงาน
พูดกันมานานถ้าเริ่มทำเสียแต่วันนั้น ยามนี้วิกฤติส่งออกน่าจะทุเลาลง
แต่ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหาที่เหมือนจะ “ย่ำอยู่กับที่”
เพราะยี่สิบปี เรียกร้องให้บาทอ่อนกันอย่างไร วันนี้ก็ยังพูดเหมือนเดิม
ปัญหาส่งออกที่เกิดขึ้นเวลานี้ จึงน่าเป็นโอกาสดีของการ “นับ1” กับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยมีรัฐมาช่วยสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือ เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ปรับโครงสร้างการผลิต และการตลาด
เพราะนั่นดูจะเป็น “ทางรอด” ที่ยั่งยืนกว่า “บาทอ่อน”
ส่วนผู้ส่งออกที่บอกว่าปรับตัวอยู่แล้ว ก็ต้องถามต้องถามตัวเองอีกทีว่า
“ทำมากพอหรือยัง”






