กรณีการขุดพบศพของชาวโรฮิงญาจำนวนมาก ถูกฝังบนยอดเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา
ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดอย่างยิ่ง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ประเทศ ยังมีปัญหาการค้ามนุษย์อยู่ในระดับที่เรียกว่ารุนแรง ไม่ว่าคนไทยหรือเจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่อย่างน้อยสถานการณ์เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่พื้นที่ประเทศไทย จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องหาสาเหตุและผู้กระทำความผิด ในการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวในกระบวนการค้ามนุษย์มาดำเนินคดีให้ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในครั้งนี้ ในช่วงเดียวกันกับประเทศไทย เผชิญกับปัญหาเรื่องแรงงานเถื่อนและการค้ามนุษย์ โดยได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯและสหภาพยุโรป(อียู) และตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นมีปัญหาในเรื่องนี้จริง ซึ่งในช่วงที่ไทยมีปัญหาแรงงานและมีความต้องการใช้แรงงานราคาถูก ก็ยิ่งทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการเข้ามาหางานทำในประเทศไทย ซึ่งคนไทยแทบทุกคนได้รับรู้กันอยู่แล้วถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติเหล่านี้
สถานการณ์ด้านแรงงานที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานาน และเป็นเหมือนกับในหลายประเทศทั่วโลกที่ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือ แรงงานอพยพจากประเทศยากจนไปหางานทำประเทศพัฒนาแล้ว และยังเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกทุกวันนี้ เพราะผู้อพยพต้องการแสวงหาสภาพชีวิตที่ดีกว่าโดยไปตายเอาดาบหน้า เนื่องจากประเทศหรือบ้านเมืองของตัวเองไม่ได้เป็นสถานที่ที่จะมีชีวิตที่ดีได้อีกต่อไป และยิ่งแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่ความมั่งคั่งกระจุกตัว ปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
ปัญหาของผู้อพยพชาวโรงฮิงญาในประเทศไทยเกิดขึ้นมาหลายปี นับตั้งแต่พื้นที่อยู่อาศัยในพม่าเริ่มมีปัญหารุนแรงขึ้น และรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็รับรู้มาตลอดว่ามีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ก็มักจะแก้ปัญหาเป็นกรณีไป แต่จากปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมประมงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทำให้เราอาจต้องกลับมาทบทวนมาตรการด้านแรงงานทั้งหมด และอาจจำเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ เหมือนดังที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าต้องรื้อใหม่หมด และพยายามยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องรีบมีมาตรการมารองรับ
เราต้องไม่ลืมว่าอีกไม่กี่เดือน ประเทศในอาเซียนทั้งหมดจะเริ่มเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน(เออีซี) ซึ่งจะมีผลให้ทุกประเทศมีความเกี่ยวพันกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองมากขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในประเทศอาเซียนเองก็มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันสูง มีทั้งประเทศที่มีระดับมาตรฐานต่างๆในระดับโลกอย่างสิงคโปร์ จนถึงประเทศที่ยังอยู่ในภาวะความยากจนค่อนข้างมาก ซึ่งอาจเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหากเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว ปัญหาเรื่องการอพยพหรือแรงงานเคลื่อนย้ายจะมีมากขึ้น
เราเห็นว่าปัญหาเรื่องแรงงานนับจากนี้ไป อาจไม่เพียงแค่เรื่องเหตุผลทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วย ยิ่งปริมาณแรงงานเคลื่อนย้ายมีมากเท่าไร ปัญหาแรงงานเหล่านี้ก็ยิ่งกลายเป็นปัญหาการเมืองและสังคมของประเทศมากเท่านั้น หากเราไม่มาตรการแก้ปัญหาที่ดีพอ เราเชื่อว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และยิ่งแก้ยากมากขึ้น ดังนั้น คนไทยทุกคน ไม่เพียงแค่หน่วยงานภาครัฐเท่านั้นที่ต้องตระหนักถึงปัญหานี้ว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาแรงงานอพยพในอนาคต เมื่อการเปิดเออีซีเริ่มมีผลอย่างเต็มรูปแบบ






