ฟิลิปปินส์เขาประกาศว่าได้พ้นจากความเป็น “คนป่วยของเอเซีย” (The Sick Man of Asia) แล้ว,
ก็มีคนไทยไม่น้อยที่กลัวว่าเรากำลังจะไปสวมตำแหน่งนี้แทน
เพราะมองไปทางไหน, ไทยเราก็มีปัญหา เป็นปัญหาเรื้อรังที่แม้จะพยายามเสนอทางแก้กันปีแล้วปีเล่า, ก็ยังไม่มีทีท่าว่าคนไข้จะยอมให้หมอรักษาให้หายขาด
ไม่มีประเทศไหนไม่มีปัญหา และสำหรับประเทศไทยนั้น ความจริงก็ได้มีการวินิจฉัยโรคกันอย่างละเอียดลออแล้ว, หมอเก่ง ๆ ก็มาตรวจและพยายามรักษาแล้ว แต่คนไข้รายนี้ดื้อยาอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะใช้ยากี่ประเภทแล้ว, ทั้งฉีดทั้งกินทั้งทาแล้ว, ก็ยังไม่ยอมหาย
บางคนบอกว่าปัญหาหนึ่งที่ไทยเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นหมอยุคไหน จากโรงพยาบาลใด ก็หายาผิดมาตลอด เพราะไม่ได้ให้ “ยารักษาโรค” แต่กลับให้ “ยากระตุ้น” ทุกยุคทุกสมัย
หากสรุปให้สั้น การปฏิรูปประเทศไทย จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากไม่แก้ที่ 3 เรื่องหลัก นั่นคือ
1. ความขัดแย้ง
2. ความเหลื่อมล้ำ
3. คอร์รัปชั่น
ถามว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้ไหมว่านี่คือปัญหาสำคัญที่สุด ถ้าแก้ได้บ้านเมืองไปรอด ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปไหน
คำตอบคือคนไทยรู้ดีว่าปัญหาคืออะไรโดยเฉพาะคนที่เลือกจะขัดแย้งกันต่อเพราะความขัดแย้งทางการเมืองทำให้กลุ่มต่าง ๆ ได้ประโยชน์
ปากพูดเรื่องปรองดอง แต่ทางปฏิบัติก็ยังคิดและทำบนความขัดแย้ง
ต่างคนต่างอ้างว่าตนประชาธิปไตยมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทั้ง ๆ ที่ความจริงตีความประชาธิปไตยเข้าข้างตนเองมากกว่าจะมองผลประโยชน์ส่วนรวม
เมื่อไม่มีใครยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ ความเหลื่อมล้ำก็มีให้เห็นในทุกชั้นของสังคม และนั่นคือที่มาของความไม่เป็นธรรมและความอยุติธรรม
ระบบอุปถัมภ์คือศัตรูร้ายกาจของการสร้างชาติเพราะเป็นสาเหตุแห่งการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่มีอยู่ทุกภาคส่วนของสังคม เป็นอุปสรรคหลักของการสร้างกติกาใหม่เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และหากผู้คนรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม, ความรู้สึกเป็นคนชาติเดียวกัน ต้องสร้างพลังร่วมกันก็ไม่เกิด
พฤติกรรม “ตัวใครตัวมัน” จึงกลายเป็นมาตรฐานของสังคม
เมื่อสังคมขาดความสำนึกร่วม คุณภาพการเมืองก็เสื่อม ซึ่งนำไปสู่การขาดผู้นำระดับชาติที่จะสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งได้
เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเพราะสาเหตุสองสามประการ ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้เราแข่งขันกับใครไม่ได้ ตามมาด้วยแรงงานที่มีทักษะหายากขึ้นทุกวัน และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานขาดคุณภาพ มีผลทำให้เราไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างบ้านเมืองในยุคดิจิตัล
อีกปัจจัยหนึ่งคือระบบราชการย่ำแย่ลง ทำให้ไม่สามารถจะเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจและสังคมให้เดินไปข้างหน้าได้ แต่ก่อน ระบบราชการแข็งแกร่ง แม้การเมืองจะไร้คุณภาพ แต่ข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมหลักก็ยังสามารถขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้าได้ เพราะพวกเขาเป็นหัวกะทิ เรียนหนังสือมากกว่าคนอื่น มีหลักคิดและวิธีปฏิบัติที่ทันสมัย และเป็นตัวของตัวเองเพราะทำตัวเป็นมืออาชีพ
แต่ระยะหลัง ข้าราชการยอมก้มหัวรับใช้นักการเมือง รังแกประชาชน ร่วมโกงกินกับคนในรัฐบาล และหลายคนชี้ช่องทางคอร์รัปชั่นให้นักการเมืองด้วยซ้ำไป
และเมื่อระบบเศรษฐกิจของเราไม่เป็นประชาธิปไตยจริง ระบบทุนนิยมสุดโต่ง เป็นระบบเศรษฐกิจอุปถัมภ์ที่แข่งกันวิ่งเต้นหาโอกาสทำมาหากินมากกว่าแข่งกันสร้างประสิทธิภาพและนวัตกรรม จึงทำให้เราล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านที่มาทีหลังอย่างปฏิเสธไม่ได้
อาการป่วยไข้ของประเทศไทยต้องแก้กันที่ระบบการศึกษา และการสร้างพลังสังคมร่วมกันอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องเท่านั้น
เรารู้ปัญหา รู้อาการของโรค และรู้วิธีรักษา แต่ยังไม่ยอมรับว่าป่วยหนัก...เกินเยียวยาในหลาย ๆ กรณีด้วยซ้ำไป!






