วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตามติดจุดเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือผู้อพยพจากประเทศที่สามของEU

จากกรณีอุบัติเหตุเรือลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายพลิกคว่ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อคืนของวันที่ 18 เม.ย. 2558

ซึ่งมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึงกว่า 700 ราย ผู้นำของอียูก็ได้เริ่มตอบสนองโดยออกมาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์การลักลอบผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายผ่านเส้นทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

โศกนาฏกรรมนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้ลักลอบย้ายถิ่นที่เสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่ต้นปี 2558 มีจำนวนสูงกว่า 1,500 ราย ทั้งนี้ ยังไม่รวมเหตุการณ์เรือลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายพลิกคว่ำเมื่อปี 2557 ซึ่งถูกรวบรวมจากหน่วยงานบริหารจัดการชายแดนยุโรปหรือ Frontex อีกเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 276,113 ราย แต่ถึงอย่างนั้น อียูก็ได้ยกเลิกนโยบายการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ย้ายถิ่นไปเมื่อปลายปี 2557 และได้ลดงบประมาณในการดำเนินการเพื่อไปจัดสรรแก่การดำเนินงานพัฒนาในด้านอื่นๆ ของอียูแทน และยังได้แสดงความวิตกกังวลอย่างชัดเจนต่อมาตรการการช่วยเหลือกลุ่มผู้ย้ายถิ่นว่าจะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้มีผู้ย้ายถิ่นหลั่งไหลมายังประเทศสมาชิกอียูมากขึ้น


อียูคงจะวางเฉยต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมาไม่ได้เพราะได้พยายามแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความเป็นต้นแบบของการปกป้องสิทธิมนุษยชนและรณรงค์ให้ประเทศที่สามตระหนักถึงความสำคัญและใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชนผ่านมาตรการต่างๆ มากมายที่สอดแทรกอยู่ในกรอบความร่วมมือต่างๆ ระหว่างอียูและประเทศที่สาม อียูจึงได้จัดประชุมร่วมระหว่างคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ และมหาดไทย เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2558 และ การประชุมคณะมนตรียุโรปรอบพิเศษ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2558 ส่งผลให้อียูออกมาตรการเฉพาะหน้าตามที่เสนอโดย นาย Dimitris Avramopoulos กรรมาธิการยุโรปด้าน Migration, Home Affairs, and Citizenship สรุปสาระสำคัญดังนี้ 

อียูจะเพิ่มงบประมาณและจำนวนเรือ รวมทั้งขยายพื้นที่ปฏิบัติงานสำหรับปฏิบัติการร่วม Triton และ Poseidon ภายใต้กรอบอาณัติของ Frontex และจะเริ่มใช้มาตรการยึดและทำลายเรือของขบวนการลักลอบผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับการดำเนินการในปฏิบัติการ Atalanta ของอียู ซึ่งเน้นต่อต้านโจรสลัดนอกจากนี้ ที่ประชุมพิเศษของคณะมนตรียุโรป เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2558 มีมติให้เพิ่มงบประมาณและปัจจัยสำหรับปฏิบัติการร่วม Triton และ Poseidon ถึง 3 เท่า ของงบประมาณที่ใช้ในปัจจุบันด้วย

การลักลอบนำคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายกลายเป็นประเด็นที่อียูกลับมาให้ความสำคัญ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศต้นทางและปลายทางโดยเฉพาะประเทศชายแดนที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและประเทศในตะวันออกกลาง ในการนี้ อียูจึงได้ออกมาตรการใหม่ โดยในชั้นต้นกำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามขบวนการลักลอบผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองผิดกฎหมายของอียู (EUROPOL, FRONTEX, EASO และ EUROJUST) ประชุมร่วมกันเป็นประจำและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการรวบรวมข้อมูลในการติดตามการดำเนินการและธุรกรรมทางการเงินของขบวนการดังกล่าว และให้ European Asylum Support Office (EASO) ส่งทีมงานไปดำเนินการด้านคำขอผู้ย้ายถิ่นในอิตาลีและกรีซ 

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอียูจะต้องเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของผู้ย้ายถิ่นฐานทั้งหมดและพิจารณาจัดตั้งกลไกสำหรับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานฉุกเฉิน ซึ่งอียูจะริเริ่มโครงการนำร่องในการจัดสรรการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากอียูและการส่งผู้ย้ายถิ่นฐานกลับอย่างเร่งด่วนภายใต้การประสานงานของ Frontex

อียูจะเพิ่มความร่วมมือกับต่างประเทศ คณะมนตรียุโรปและกระทรวงการต่างประเทศอียูจะร่วมกันทำงานเพื่อขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านของลิเบียและยกระดับการดำเนินนโยบายของอียูในสาธารณรัฐไนเจอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Strategy for Security and Development in the Sahel ของอียู และอียูจะส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานด้านการตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Liaison Officers) ไปกรองข้อมูลกระแสการลักลอบเข้าเมืองของผู้ย้ายถิ่นฐานและสนับสนุนการทำงานของคณะผู้แทนอียูในประเทศยุทธศาสตร์ต่างๆ ด้วย

ขั้นต่อไป ในช่วงกลางเดือนพ.ค. 2558 คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยผู้ลี้ภัยตามกฎหมายภายใต้วาระแห่งยุโรปเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อพัฒนาวิธีการจัดการปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างเป็นระบบ และครอบคลุมประเด็นทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นที่น่าติดตามต่อไปว่าอียูจะมีท่าทีและดำเนินการไปในทิศทางใด ในฐานะที่ประเด็นด้านการย้ายถิ่นและการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีความเชื่อมโยงกับมาตรการของอียูในการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในเยเมน ลิเบีย และซีเรียที่กำลังระอุ

เป็นที่น่าติดตามว่าอียูจะดำเนินการรับมือต่อไปอย่างไรกับสถานการณ์ของผู้ย้ายถิ่นและการลักลอบย้ายถิ่นเข้ามายังอียู ในฐานะที่อียูวาง position ของตนเองว่าเป็นต้นแบบในการปกป้องสิทธิมนุษยชน และยังพยายามส่งเสริมให้ประเทศที่สามตระหนักถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่อียูได้แสดงความกังวลต่อประเด็นด้านการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของต่อแรงงานบนเรือประมงและอุตสาหกรรมประมงไทย

ในขณะที่อียูวิพากษ์วิจารณ์ไทยในประเด็นการจัดการผู้ลักลอบเข้าเมืองและผู้ย้ายถิ่นฐานโดยผิดกฎหมาย รวมทั้งปัญหาหลอกบังคับใช้แรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมือง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงไทย รัฐบาลไทยปัจจุบันก็กำลังพยายามเร่งแก้ไขอย่างเต็มที่ ซึ่งประสบผลสำเร็จพอสมควรโดยเฉพาะการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวกว่า 1.6 ล้านคนอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยทำให้แรงงานและผู้ลักลอบเข้าเมืองเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบและทรมาน รับสวัสดิการและค่าตอบแทนเทียบเท่าแรงงานไทยเลยทีเดียว 

อย่างไรก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์ของ อียูต่ออุตสาหกรรมประมงไทยนั้น อาจเป็น wake up call ที่ดีให้ภาคเอกชนไทยตระหนักถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิตของอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์สินค้าให้ดียิ่งขึ้น