ในช่วงนี้ การบุกรุกป่าของชาติเป็นข่าวพาดหัวรายวัน สื่อรายงานว่านักกฎหมายบางคนของรัฐบาลให้ความสำคัญแก่การยึดป่าคืนสูงมาก
ถึงกับเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ หากใช้ประวัติศาสตร์เป็นเกณฑ์ ภาครัฐจะทำอะไรต่อไปในเรื่องนี้จะชี้ว่าเมืองไทยจะไปทางไหนในอนาคต
เรื่องราวของป่าในประวัติศาสตร์มีมาก แต่มักได้รับความใส่ใจน้อย จึงไม่ค่อยมีตำราเกี่ยวกับบทบาทของป่าในการพัฒนาประเทศ สำหรับผู้สนใจในเรื่องราวของป่าจริงๆ ขอแนะนำให้อ่านหนังสือ 3 เล่มคือ เรื่อง A Forest Journey: The Story of Wood and Civilization ของ John Perlin เรื่อง Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond และเรื่อง An Inconvenient Truth: The Crisis of Global Warming ของ Al Gore เล่มที่ 2 และ 3 ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ส่วนเล่มสุดท้ายกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีเมื่อปี 2549 ซึ่งชาวไทยคงได้ชมกันอย่างทั่วถึง (ทั้งสามเล่มมีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนาซึ่งอาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่ www.bannareader.com) ขอนำบางเรื่องซึ่งถูกอ้างถึงในหนังสือ 3 เล่มนั้นบ้างและในที่อื่นบ้างมาเล่าคร่าวๆ สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาอ่าน
ในอดีตกาล ป่าครอบคลุมพื้นดินของโลกเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งในย่านตะวันออกกลางซึ่งเป็นทะเลทรายในปัจจุบัน บรรพบุรุษของมนุษย์เรารู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เป็นครั้งแรกในย่านนั้นเมื่อราวหมื่นปีที่ผ่านมาซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรม ความสามารถในการผลิตอาหารได้มากเอื้อให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมีเวลาค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ซึ่งเป็นฐานของการสร้างความรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมืองจนเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากในยุคนั้น น้ำมันปิโตรเลียมยังไม่ถูกค้นพบ ป่าจึงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่สุด การตัดต้นไม้เพื่อใช้เผาเอาพลังงานและเพื่อนำที่ดินมาใช้ในการผลิตอาหารเป็นปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติขาดสมดุลร้ายแรงจนภูมิอากาศเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ผู้คนในย่านนั้นรบราฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดรวมทั้งป่าไม้ที่ร่อยหรอลงไปด้วย เมื่อหมดป่าไม้ ความรุ่งเรืองในย่านนั้นก็ล่มสลาย
ความรุ่งเรืองซึ่งเข้ามาแทนที่ของย่านตะวันออกกลาง ได้แก่ อาณาจักรกรีกและโรมันทางยุโรปตอนใต้ ย่านนั้นรุ่งเรืองได้เพราะอุดมไปด้วยป่าไม้ที่ใช้เผาเอาพลังงาน หลักฐานยืนยันว่า เมื่อกองทัพโรมันยกไปรุกรานพื้นที่ไหน สิ่งแรกที่นายทัพส่งไปยึดคือป่าไม้สำหรับใช้เป็นพลังงานของกองทัพ รู้ทั้งรู้ในความสำคัญของป่าไม้ แต่สุดท้ายชาวโรมันเองก็บริหารผิดพลาด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความฉ้อฉลของชนชั้นผู้นำจนทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย อาณาจักรโรมันจึงล่มสลายเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองในย่านตะวันออกกลาง
อาณาจักรมายาในย่านอเมริกากลางมีเรื่องราวของป่าไม้ให้ศึกษาหาบทเรียนเช่นกัน อาณาจักรนั้นล่มสลายไปก่อนชาวยุโรปจะไปถึง แต่ยังมีพีระมิดเหลือไว้ให้ดูเช่นเดียวกับอียิปต์ ชาวมายาสร้างพีระมิดขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบพิธีบูชายัญ เมื่อถึงฤดูกาล ผู้นำต้องทำพิธีบนยอดพีระมิดเพื่อขอฝนจากเบื้องบนที่พวกตนเชื่อว่ามีอำนาจ ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลมาเป็นเวลานานจนกระทั่งชาวมายาตัดต้นไม้เพื่อนำที่ดินมาใช้ผลิตอาหารและนำไม้มาเผาเป็นพลังงานจนหมดป่า ดินฟ้าอากาศจึงเปลี่ยนไป พิธีบูชายัญไร้ผลเมื่อฝนไม่ตก ชาวมายาฆ่าผู้นำเพราะแน่ใจว่าการบูชายัญเป็นการหลอกลวงและฆ่าฟันกันเองอย่างกว้างขวางยังผลให้อาณาจักรล่มสลาย
ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่มีเกาะขนาดเล็กเกาะหนึ่งซึ่งเคยรุ่งเรืองมากชื่อ อีสเตอร์ บนเกาะนั้นยังมีอนุสาวรีย์ที่ทำด้วยแท่งหินขนาดยักษ์เหลือไว้ให้ดู ความรุ่งเรืองล่มสลายหลังชาวอิสเตอร์ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่จนเตียนเกาะ การขาดต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อใช้ทำเรือขุดสำหรับออกไปจับปลากลางมหาสมุทรทำให้ชาวอีสเตอร์อดตายและความรุ่งเรืองลมสลายลง (มีหลักฐานที่อาจใช้สันนิษฐานได้ว่า หลังจับนกจับหนูบนเกาะกินจนหมดสิ้น ชาวอิสเตอร์อาจกินกันเองด้วย)
เรื่องราวที่เล่ามานั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปนานแล้ว ข้อสรุปจึงได้มาจากการศึกษาหลักฐานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ที่เรื่อง An Inconvenient Truth นำมาเสนอยังกำลังดำเนินอยู่ นั่นคือ เกาะฮิสปันโยลาในทะเลแคริบเบียนแบ่งออกเป็นสองส่วน ทางครึ่งตะวันตกปกครองด้วยเฮติซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะล่มสลายเพราะความฉ้อฉลส่งผลให้ป่าไม้ถูกทำลายจนเตียน ส่วนทางครึ่งตะวันออกปกครองด้วยสาธารณรัฐโดมินิกันซึ่งไม่ล่มสลายเพราะป่าไม้ยังอยู่
เรื่องป่าไม้มิใช่มีเฉพาะเกี่ยวกับความล่มสลายเท่านั้น เรื่องดีๆ ก็มีให้เห็น ตัวอย่างที่อยู่ไม่ไกลและคนไทยนิยมไปเที่ยวคือ ญี่ปุ่น คนไทยซึ่งไปเที่ยวที่นั่นส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า ญี่ปุ่นรักษาป่าไม้ไว้ได้สูงมาก ป่าจึงปกคลุมพื้นที่กว่า 70% ของประเทศ ญี่ปุ่นทำได้เพราะผู้นำมีวินัยกับวิสัยทัศน์และปราศจากความฉ้อฉล
ส่วนในเมืองไทย ป่าไม้ค่อยๆ หมดไป เพราะความฉ้อฉลของชนชั้นผู้นำ ของนายทุนและของข้าราชการ ตอนนี้ ประเทศมีผู้นำกลุ่มใหม่ซึ่งประกาศว่าจะปราบความฉ้อฉลอย่างจริงจังและยึดพื้นที่ป่าของชาติคืน พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปพร้อมมีงบประมาณและเครื่องมือทันสมัยที่อาจใช้สอบได้ทันทีว่าป่าตรงไหนถูกบุกรุก การยึดพื้นที่ป่าไม้คืนจึงน่าจะทำสำเร็จ ตรงข้าม ถ้าทำไม่สำเร็จหมายความว่า การปราบความฉ้อฉลล้มเหลว คนเลวจะร่วมมือกันทำลายป่าต่อไปส่งผลให้อนาคตของเมืองไทยคล้ายเฮติมากกว่าญี่ปุ่น






