วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมัน วิกฤติตัวประกัน และนโยบายสันติภาพเชิงรุกของญี่ปุ่น

เมื่อต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา วิกฤติตัวประกันของญี่ปุ่นจบลงด้วยความสูญเสีย ฮารุนะ ยุคะวะและเคนจิ โกโตะ ตัวประกันชาวญี่ปุ่นทั้งสองคน

ถูกกลุ่มไอเอสสังหารอย่างโหดเหี้ยม เหตุการณ์นี้สร้างความสลดใจให้กับคนญี่ปุ่นจำนวนมาก และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเองก็ได้กล่าวว่าเขาจะร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทำให้กลุ่มไอเอสชดใช้ต่ออาชญากรรมนี้


แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การจับตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ธรรมดา แต่เป็นการตอบโต้ทางการเมืองของกลุ่มไอเอสต่อรัฐบาลญี่ปุ่น ในการที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศในตะวันออกกลางที่ทำสงครามกับกลุ่มไอเอส ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อการเมืองภายในของญี่ปุ่น และยังสะท้อนถึงบทบาทด้านความมั่นคงในระดับนานาชาติของประเทศญี่ปุ่นในอนาคตอีกด้วย


ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติตัวประกันขึ้น อาเบะได้ประกาศใช้นโยบาย “สันติภาพเชิงรุก” หรือนโยบายความมั่นคงแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีบทบาทของประเทศญี่ปุ่นในการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพขึ้นในระดับนานาชาติ และด้วยนโยบายสันติภาพเชิงรุกนี้ อาเบะได้เดินทางเยือนตะวันออกกลางในช่วงกลางเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และในระหว่างการเยือนนั้น ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหารจำนวน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับประเทศในตะวันออกกลางที่ต่อสู้กับกลุ่มไอเอส โดยอาเบะได้ให้เหตุผลว่าเสถียรภาพของตะวันออกกลางคือรากฐานของสันติภาพและความมั่งคั่งของโลกและญี่ปุ่น และอาเบะยังกล่าวอีกด้วยว่า การปล่อยให้การก่อการร้ายแพร่กระจายในภูมิภาคนี้คือความสูญเสียอย่างประมาณไม่ได้ของประชาคมนานาชาติ อย่างไรก็ตาม สามวันหลังจากนั้น วีดีโอเรียกค่าไถ่ของกลุ่มไอเอสชิ้นแรกก็ปรากฏขึ้นในอินเทอร์เน็ต เกิดเป็นวิกฤติตัวประกันขึ้นอย่างเป็นทางการ


เหตุผลสำคัญที่ทำให้อาเบะพยายามเข้าไปมีบทบาทในความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็คือน้ำมัน โดยในปีงบประมาณ 2555 กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ญี่ปุ่นนำเข้า มาจากเจ็ดประเทศในตะวันออกกลาง และกว่าครึ่งของน้ำมันจำนวนนี้มาจากซาอุดีอาระเบียและอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้ ไม่นับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและผลประโยชน์ด้านธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ของเอกชนญี่ปุ่นในตะวันออกกลาง ในการตอบคำถามของพรรคดีพีเจในรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการตัดสินใจประกาศสนับสนุนประเทศที่ต่อสู้กับกลุ่มไอเอสในขณะที่มีตัวประกันญี่ปุ่นตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มไอเอสนั้น อาเบะกล่าวถึงความสำคัญของสันติภาพในตะวันออกกลางและความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมาว่า สันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลางนั้นสำคัญเป็นเป็นอย่างยิ่งต่อญี่ปุ่นในแง่ของความมั่นคงทางพลังงาน


แม้จะถูกวิจารณ์ว่าการประกาศให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับกลุ่มไอเอสเป็นสาเหตุของการเกิดวิกฤติตัวประกัน และทำให้คนญี่ปุ่นตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มไอเอส อาเบะก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะทบทวนนโยบายสันติภาพเชิงรุกแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม อาเบะและผู้สนับสนุนใช้เหตุการณ์นี้มาเป็นเหตุผลในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการทหารครั้งใหญ่เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการทหารอันเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งกับสังคมญี่ปุ่นเองและกับทัศนคติที่ประเทศจีนและเกาหลีใต้มีต่อญี่ปุ่น


ในวิกฤติตัวประกันครั้งนี้ มีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางการทหารในการช่วยเหลือตัวประกัน แต่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถพิจารณาทางเลือกนี้ได้เพราะมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นห้ามญี่ปุ่นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับนานาชาติด้วยกำลังทหาร แม้อาเบะและผู้สนับสนุนจะไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน แต่การกล่าวถึงความจำเป็นในการขยายขอบเขตการปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันตนเองในการปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของญี่ปุ่นที่อยู่นอกประเทศนั้น มีนัยชัดเจนว่ามาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นนั้นล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยและผลประโยชน์ของญี่ปุ่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต


สำหรับผู้ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากจะเห็นว่านโยบายสันติภาพเชิงรุกของอาเบะเป็นสาเหตุของวิกฤติตัวประกันครั้งนี้และสร้างความเสี่ยงของการก่อการร้ายในอนาคตแล้ว คนกลุ่มนี้ยังเป็นกังวลด้วยว่ารัฐบาลของอาเบะจะใช้ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายมาเป็นเหตุผลในการจัดตั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงและการสืบราชการลับในลักษณะเดียวกันกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและซีไอเอของสหรัฐอเมริกาขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนญี่ปุ่นในท้ายที่สุด


ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม ด้วยนโยบายสันติภาพเชิงรุกของอาเบะ ญี่ปุ่นจะมีบทบาทในด้านความมั่นคงในระดับนานาชาติมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายมากขึ้นด้วย แต่ดูเหมือนว่าอาเบะและพรรคแอลดีพีจะเห็นว่าความเสี่ยงนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และเป็นราคาที่ญี่ปุ่นจะต้องจ่ายเพื่อที่ญี่ปุ่นจะได้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองในทศวรรษต่อไป


ประเด็นที่จะเป็นตัวตัดสินว่าอาเบะตัดสินใจถูกต้องหรือไม่ที่นำญี่ปุ่นเข้าไปสู่ความเสี่ยงด้านการก่อการร้ายในระดับนานาชาติก็คือผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายสันติภาพเชิงรุกจะต้องมากกว่าต้นทุนที่นโยบายนี้ก่อให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และรวมไปถึงสันติภาพในระดับนานาชาติที่อาเบะอ้างถึงมาโดยตลอดด้วย