สี่มะเส็ง 2475

...เช้าวันที่ 21 เมษายน 2325 ในพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ
เมื่อโหรบูชาเทวดาแล้วเสร็จได้อัญเชิญหลักเมืองและแผ่นศิลาลงยันต์ พร้อมทั้งก้อนดิน 4 ก้อน (จากทิศทั้ง 4 ของพระนคร) บาตร์น้ำ บาตร์ทราย ไปตั้งไว้ที่ใกล้หลุมโดยให้โหร 4 คนยืนถือดินคนละก้อนบนปากหลุมทั้ง 4 ทิศ
บัดนั้น พระยาโหราธิบดีกล่าวโศลกบูชาพระฤกษ์ พระมหาราชครูอ่านกระแสพระบรมราชโองการตั้งพระมหานคร เสร็จแล้วพระยาโหราธิบดียืนแปรหน้าไปยังทิศบูรพา-ทักษิณ-ปัจฉิม-อุดร แล้วกล่าวประกาศเป็นอุทิศเทพสังหรณ์ ว่า โหรทั้ง 4 ทิศถือสิ่งใด โหรตอบว่า ปฐวีธาตุสารวัฒนะ-อาโปธาตุสารวัฒนะ-(?)-วาโยธาตุอลังการวัฒนะ ตามลำดับ
พระยาโหราธิบดีนำก้อนดินทั้ง 4 ลงสู่ก้นหลุมตามลำดับ จากนั้น นำแผ่นศิลาซึ่งจารึกยันต์โสฬสมงคลสำหรับรองเสาหลักเมือง วางลงบนก้อนดินทั้ง 4 ฯลฯ
เมื่อถึงเวลารุ่งแล้ว 9 บาท (6:54 น.) พระยาโหราธิบดีย่ำฆ้องบอกกำหนดพระฤกษ์เริ่มพระราชพิธีอัญเชิญเสาหลักเมืองเคลื่อนลงสู่หลุม โดยวางบนแผ่นศิลายันต์ทันใดนั้น เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ขึ้น มีงูเล็ก 4 ตัวลงไปอยู่ในหลุมในจังหวะเดียวกัน ทุกคนไม่อาจทำอะไรได้ จำต้องปล่อยเลยตามเลย...
นี่คือภาพเหตุการณ์ในอดีตที่บรรยายไว้ในปูมโหร
เหตุการณ์ได้ยังพระปริวิตกแก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯเป็นอันมาก จึงทรงเรียกประชุมเสนาอำมาตย์ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ และผู้รู้ทั้งปวง ล้วนความเห็นสอดคล้องกันว่า เหตุการณ์นี้จัดอยู่ในจำพวก “อวมงคลนิมิตร์” และงูเล็กทั้ง 4 ตัว จะเป็นมูลเหตุนำความเสื่อมโทรมมาสู่
ในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีฯ บันทึกเพิ่มเติมว่า
“ณ วันอาทิตย์ เดือน 7 ขึ้น 1 ค่ำ ปีระกา เอกศก เพลาบ่าย 3 โมง 6 บาท อสนีบาตพาดสายตกติดหน้าบันมุขเด็จเบื้องทิศอุดร ไหม้ตลอดทรงบนปราสาท ปลายหักฟาดลงพระปรัสซ้ายเป็นสองซ้ำ ลงซุ้มพระทวารแต่เฉพาะไหม้
พระโองการตรัสว่าเราได้ยกพระไตรปิฎก เทวดาให้โอกาสแก่เรา ต่อเสียเมืองจึงจะเสียปราสาท ด้วยชะตาเมืองคอดกิ่วใน 7 ปี 7 เดือน เสร็จสิ้นพระเคราะห์เมือง จะถาวรลำดับกษัตริย์ถึง 150 ปี”
พระโองการนี้คือคำพยากรณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ที่ทรงไขปริศนางูเล็ก 4 ตัวในวันพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ นั่นเอง
ฝังเสาหลักเมืองเดือน 6 ปีขาล กว่า 7 ปีครึ่งต่อมา บ้านเมืองตกในห้วงอันตรายจากศึกพม่า จนเดือน 7 ปีระกา เกิดไฟไหม้ปราสาท จึงถือว่าพระเคราะห์เมืองหมดสิ้น
ด้วยคำพยากรณ์ดังกล่าวเมื่อใกล้กำหนด 150 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งประสูติในปีมะเส็ง 2436 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพร้อมกับสะพานพุทธยอดฟ้าเพื่อเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อ 9 มกราคม 2472 และมีพระราชพิธีเปิดในวันที่ 6 เมษายน 2475
ขณะที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (1 ในคณะอภิรัฐมนตรี) ซึ่งประสูติในปีมะเส็ง 2424 ได้ชักชวนเจ้านายที่ประสูติปีเดียวกันคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสมัยพิมลสัตย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพและพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ร่วมกันสร้างตึก “สี่มะเส็ง” ให้แก่สภากาชาด
แต่ในที่สุด คำพยากรณ์ก็บังเกิดผลจนได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ครบ 150 ปีพอดี
นี่คือเรื่องราวของสี่มะเส็งและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเกี่ยวข้องกับดวงเมืองไทย
คำพยากรณ์ “ชะตาเมืองคอดกิ่ว 7 ปี 7 เดือน” และ “ลำดับกษัตริย์ 150 ปี” อาจเชื่อยาก - ไร้ที่มาที่ไปสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับนักโหราศาสตร์แล้ว สิ่งนี้เปี่ยมด้วยเหตุผลหลักวิชาอย่างยิ่ง
การไขปริศนาคำพยากรณ์ควรเริ่มต้นที่ “งูเล็ก” อันเป็นอวมงคลนิมิตร์ที่ปรากฏในพิธี ในตำราทักษาพยากรณ์ งูหรือ “นาคนาม” หมายถึงดาวเสาร์ ซึ่งในโหราศาสตร์ไทยแทนด้วยเลข ๗
ขณะที่ลัคนาดวงเมืองไทยสถิตราศีเมษ โดยมีพุธ-ศุกร์-เสาร์เป็นดาวให้โทษ (หลักโหราศาสตร์ภารตะ) แต่โหรผู้วางฤกษ์ได้วางดาวพุธ-ศุกร์ในราศีมีน / ภพวินาศ เพื่อกลบไว้ไม่ให้มีฤทธิ์ (อันที่จริง ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ แต่แสดงออกในทางลับ - ด้วยการปกปิดซ่อนเร้น อันเป็นความหมายของภพวินาศ) จึงเหลือแต่เสาร์ที่ต้องเพ่งเล็งระมัดระวัง
เสาร์อยู่ราศีธนู / ภพที่ 9 กุมสนิทกับพฤหัส - ซึ่งเป็นดาวให้คุณสูงสุดกับลัคน์เมษ ทั้งยังอยู่ในข่าย “วิกลคติพักร์ (Stationary-retrograde: หยุดนิ่งเพื่อถอยหลัง)” อีกด้วย เสาร์จึงเป็นดาวให้โทษใหญ่
ด้วยเหตุนี้เอง อวมงคลนิมิตร์ “งูเล็ก” จึงยืนยันถึงโทษภัยร้ายแรงของเสาร์ในดวงเมือง
เสาร์จรราศีละ 2 ปีครึ่ง เสาร์เดิมพักร์ที่ 10 องศา เสาร์ใช้เวลา 7 ปีครึ่ง จึงจรถึงราศีมีน / ภพวินาศ ซึ่งยากที่จะแสดงฤทธิ์ และพ้นระยะบ่อนเบียนลัคน์จันทร์แล้ว ผ่านช่วงเวลา 7 ปี 7 เดือน ที่ชะตาเมืองคอดกิ่ว ก็เป็นไปด้วยเหตุผลนี้เอง
แล้วคำพยากรณ์ “ลำดับกษัตริย์ 150 ปี” มีที่มาจากเหตุผลอะไร ?
ในโหราศาสตร์ การพยากรณ์อนาคตสามารถทำได้จากหลายเทคนิค เทคนิคสำคัญที่ใช้กันเสมอคือ “ดาวจร (Transit)” ซึ่งใช้ได้ผลดีสำหรับช่วงเวลา (Time Span) ไม่มาก เช่น ไม่เกิน 5 - 7 ปี เทคนิคดาวจรจึงมักใช้ได้ผลเสมอกับดวงชะตาบุคคล
แต่ถ้าเป็นดวงเมืองที่ต้องพิจารณาช่วงเวลากว้างมาก ๆ เช่น เกินกว่า 100 ปี เราจะใช้เทคนิค “วัฏจักรดาว (Planetary Cycle)” และแน่นอน คำพยากรณ์ “150 ปี” ก็ได้มาจากเทคนิคนี้เอง
วัฏจักรสำคัญที่สุดคือ “วัฏจักรพฤหัส-เสาร์” ซึ่งท่านอาจารย์ ประจวบ วัชรปาณ และท่านอาจารย์ เทพย์ สาริกบุตร ได้อธิบายไว้
เพราะดวงเมืองไทยกำเนิดในขณะที่พฤหัส-เสาร์กุมกันสนิท (Conjunction) ทั้งคู่เป็นดาวใหญ่ที่มีอิทธิพลระดับสังคม (Social Planet) ทุก 20 ปีที่กุมกัน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่เสมอเมืองไทยที่ได้รับอิทธิพลดาวคู่นี้เต็ม ๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นยุค ๆ ตามไปด้วย
ปี 2475 เป็นปีที่พฤหัสจรกรกฎ - เป็นอุจจ์ เสาร์จรมังกร - เป็นเกษตร์ ต่างก็เข้มแข็งมากและเล็งกันในภพเกณฑ์ของดวงเมือง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในที่สุด
วัฏจักร Synodic 20 ปีของพฤหัส-เสาร์นี้ เป็นมรดกทางปัญญาของโหราศาสตร์อาหรับ ดังบันทึกไว้ในคัมภีร์ On the Great Conjunctions ซึ่งจะได้บรรยายในโอกาสต่อไป




