การพัฒนาเมืองในยุคการท่องเที่ยวแบบ Lifestyle

การพัฒนาเมืองในยุคการท่องเที่ยวแบบ Lifestyle

การท่องเที่ยวในโลกยุคใหม่เป็นโลกของการท่องเที่ยวแบบ Lifestyle คือไปพักผ่อนและประกอบกิจกรรมที่ตัวเองชอบในแบบที่ “ใช่” หรือคุ้นเคย

หรือที่อยากทำแต่ไม่มีเวลาทำและทำในบรรยากาศที่เปลี่ยนแปรไปจากที่ทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน เช่นไปดื่มกาแฟที่ถนนคนเดินที่ปาย เอาจักรยานคันเก่งไปขี่เลียบริมน้ำแม่โขงที่เชียงแสน ไปชอปปิ้งอย่างลืมวันลืมคืนที่ฮ่องกง ไปใส่บาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบาง เป็นต้น


การท่องเที่ยวแบบ Lifestyle ไม่จำเป็นต้องอาศัยแหล่งท่องเที่ยวประเภท Sightseeing ที่เป็นมรดกโลกหรือสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลาย แต่อาศัยบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกของเมืองที่ไปท่องเที่ยวพักผ่อน ยกตัวอย่างเชียงใหม่เดิมเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวล้านนา ตัวแม่เหล็กคือดอยสุเทพ แต่เดี๋ยวนี้ผู้มาเยือนเชียงใหม่แทบจะเคยขึ้นดอยทุกคนแล้ว เมื่อมาเชียงใหม่ก็จะไม่ขึ้นดอยอีก แต่จะมาดื่มกาแฟกันที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ไปรับประทาน Brunch ที่ดาราเทวี ถือโอกาสไปชอปปิ้งซื้อของใช้ส่วนตัวที่เมญ่าหรือเซ็นทรัลเฟสติวัล


การท่องเที่ยวแบบ Lifestyle ยังคงโยงกับการท่องเที่ยวที่มีจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ดึงดูดใจได้ แต่การไป “ดู” ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก การดูกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่อยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เช่น ไปนมัสการพระธาตุจอมทอง จุดเน้นอยู่ที่ไหว้พระไม่ใช่ไปดูพระธาตุจอมทอง ไปถ่ายรูปกับเสือที่แม่ริม ซึ่งจุดเน้นอยู่ที่ถ่ายรูป ไปปีนผา Crazy horse ที่สันกำแพง ไปโหนสลิงบินอย่างค่างที่แม่ออน ฯลฯ แต่เมื่อไปทำกิจกรรมที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะพักผ่อนในรูปแบบที่ตนเคยชินในเมือง เช่น ไปกินกาแฟ เข้าผับ ซดน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ที่ตลาดโต้รุ่ง นวดเท้า เข้าสปา เตร็ดเตร่แถวถนนคนเดิน ยิ่งเมืองมีบรรยากาศหรือจุดเด่นเท่าใด การท่องเที่ยวแบบ Lifestyle ก็จะช่วยยืดเวลาพักหรือดึงดูดให้นักท่องเที่ยวค้างคืนหรือมาซ้ำบ่อยขึ้น เมืองที่มีบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสูงจึงได้เปรียบ สาเหตุหนึ่งที่เชียงแสนซึ่งมีแหล่งดึงดูดใจที่ดีแต่ไม่ค่อยมีผู้พักแรม เพราะเมืองขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองรูปแบบชีวิตหรือ Lifestyle ของนักท่องเที่ยว พอตกค่ำแล้วกินข้าวเสร็จก็ไม่มีอะไรทำ ขอออกตัวว่า นิยาม Lifestyle ที่ว่ามาทั้งหมดเป็นของผู้เขียนคิดเอง ไม่แน่ใจว่าตรงกับนิยามทางการหรือกูรูที่ไหนหรือเปล่า ถ้าใครรู้ก็ช่วยบอกกันด้วย


ในปัจจุบันเมืองใหญ่ๆ หลายเมืองได้วิวัฒนาการไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบ Lifestyle ไปแล้ว เช่น เชียงใหม่ที่กลายเป็นแหล่งพักผ่อนของชาวกรุงที่มีบ้านหลังที่ 2 อุดรธานีและหาดใหญ่ที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้มีอันจะกินจากบ้านใกล้เรือนเคียงเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ รอบๆ กรุงเทพ เช่น หัวหินและเขาใหญ่ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบ Lifestyle ไปอย่างเต็มภาคภูมิ เมืองอื่น เช่น สมุทรปราการหรือสมุทรสาครสำหรับสมุทรปราการถ้าสามารถปรับที่ดินริมน้ำเป็นบรรยากาศเมืองพักผ่อนสุดเก๋หรือเมืองชนบทย้อนยุคสำหรับสมุทรสงครามได้ ก็จะกลายเป็นเมืองเอกด้านการท่องเที่ยวLifestyle ได้เหมือนกัน


ผู้บริหารเมืองท่องเที่ยวจำเป็นต้องเน้นจุดเด่นและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง โดยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและชุมชนต่างๆ ว่าจะพัฒนาเมืองอย่างไรจึงจะเป็นเมืองน่าอยู่และเมืองน่าเที่ยวไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเมืองประเภทนี้นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มLifestyle แล้วยังจะดึงดูดกลุ่ม Longstay อีกด้วย การพัฒนาเมืองสำหรับการท่องเที่ยวจึงเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวที่พัฒนาแต่แหล่งท่องเที่ยวนับว่าหมดสมัยไปแล้ว เพราะแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ต้องพัฒนาเชื่อมโยงกับเมืองและโลจิสติกส์ของเมืองที่เป็นฮับ


การพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น ตามทฤษฎีมี 3 แนวทาง แนวทางแรกคือ Growth-led Tourism คือ เศรษฐกิจ (ของเมืองนั้น) โต ภาคท่องเที่ยวโตตาม อุดรธานีก็น่าจะเข้าโมเดลนี้ แบบที่ 2 Tourism-led Growth คือท่องเที่ยวโตก่อนเศรษฐกิจตาม ภูเก็ตเป็นตัวอย่างของวิวัฒนาการในรูปแบบนี้ เพราะอานิสงส์จากนโยบายการลงทุนเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการลงทุนสร้างสนามบินนานาชาติ และเราจะพบในเมืองแม่เหล็กท่องเที่ยวหลักๆ อื่นๆ เช่น กระบี่ และที่บุรีรัมย์ซึ่งกำลังพยายามจะใช้การท่องเที่ยวนำเศรษฐกิจ แบบที่ 3 ก็คือ เกิดการเสริมพลังกันระหว่างเศรษฐกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเมือง เมืองที่เจริญเติบโตในลักษณะเช่นนี้ก็คือเชียงใหม่


ในขณะนี้มีเมืองขนาดกลางหลายเมืองที่ได้พยายามใช้โมเดลแบบที่ 2 โดยยกระดับตนเองให้โดดเด่นกว่าเมืองอื่น เช่น บุรีรัมย์ ได้พยายามยกระดับเป็น Speed City เมืองอื่นๆ หากผู้นำมีความมุ่งมั่นก็สามารถสร้างความโดดเด่นของเมืองได้ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรการท่องเที่ยวเป็นตัวดึงดูดก็ได้แต่ท่องเที่ยวจะตามมาทีหลัง จังหวัดบึงกาฬจะมีแนวโน้มเป็นเมืองแห่งยางพาราของภาคอีสาน เพราะในขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มใหม่ด้านการท่องเที่ยวแบบศึกษาดูงาน นอกจากนี้ยังมี อปท. ที่ทุ่มทุนให้ตนเป็นศูนย์กลางความรู้ เช่น เทศบาลอุโมงค์ อบต.แม่ทา การมีศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ทำให้ Homestay ใน อปท. นี้เต็มอย่างต่อเนื่อง


ส่วนเชียงรายก็มีแนวโน้มว่าจะพัฒนาไปเป็น Art and Garden City ได้ แต่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องมากกว่านี้ และให้มีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับในท้องถิ่นของตน แทนที่จะนำเข้าเป็นหลักและประสานการลงทุนให้ไปในทิศทางเดียวกัน สมุทรสงครามก็น่าจะพัฒนาเป็นเมืองแห่ง Lifestyle ได้ หากสามารถกระจายนักท่องเที่ยว ลดความจอแจในคลองสายหลัก เปลี่ยนเรือหางยาวเป็นเรือไฟฟ้า ทำโซนท่องเที่ยวที่มีจุดลงเรือหลายๆ แห่งแล้วแยกนักท่องเที่ยวให้ลงเรือไฟฟ้า ให้บรรยากาศสงบมากขึ้น สิ่งที่ผู้เขียนกลัวมากก็คือ ถ้านักท่องเที่ยวจีนแห่กันไปที่ปลายโพงพางเมื่อไหร่ บรรยากาศอันสงบสวยงามก็เป็นอันจบลง


ผู้บริหารเมืองต้องเข้าใจว่า การท่องเที่ยวเป็นน้ำซึมบ่อทรายหรือแม่ห่านทองคำที่ต้องดูแลรักษาและทะนุถนอมให้อยู่ยงคงกระพันชั่วฟ้าดินสลาย การพัฒนาจึงต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ที่สำคัญคือคนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการวางวิสัยทัศน์ เพราะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเมืองน่าอยู่คนท้องถิ่นต้องมีหรือชมชอบ Lifestyle อย่างที่เมืองนั้นเป็น ถ้าจะให้ดีที่สุด คนท้องถิ่นต้องเป็น Supplier หรือผู้ขายอัตลักษณ์เมืองด้วยถ้าบรรยากาศเมืองจะเป็น Jazz ก็น่าจะมีร้านกาแฟที่เปิดเพลงแจ๊ซ หรือนักดนตรีท้องถิ่นเป่าแซกโซโฟนที่ถนนคนเดิน ถ้าบรรยากาศจะเป็นลูกทุ่ง คนท้องถิ่นก็อาจจะทำร้านกาแฟโบราณ ชาโบราณ เคล้าเสียงเพลงลูกทุ่งให้มีบรรยากาศ พูดสั้นๆ ว่าคนท้องถิ่นต้องมีส่วนได้ การดึงเอาคนท้องถิ่นมามีส่วนร่วมอาจมาได้จากหลายภาคส่วน ที่ Rio de Janeiro สลัมก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ เราอาจเริ่มด้วย Volunteer Tourism ในชุมชนแออัดก็ได้ แต่อีกเงื่อนไขสำคัญที่สุดก็คือการสร้างเมืองท่องเที่ยวเริ่มที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างสุขภาวะเมือง


ถ้าคนน่ารัก เมืองน่าอยู่ ยังไงๆ ก็น่าเที่ยวค่ะ