วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หน้าที่กรรมการ.. ดุลยพินิจต้องยึดหลักการ

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2558 เป็นอีกวันหนึ่งที่อากาศในบ้านเราร้อนทะลุ 42-43 องศาเซลเซียส ซึ่งหากเปรียบอากาศร้อน กับเรื่องร้อนในวงการสื่อ

 คงต้องยกให้ข่าวไล่ซื้อหุ้น NMG ค่ายเนชั่น ติดท้อปชาร์ตร้อนทะลุปรอทอีกข่าว หลังจากมีนักลงทุนกลุ่มอื่น ที่มีธุรกิจประเภทเดียวกัน คือทำสื่อดิจิทัลทีวีเหมือนกัน อย่าง SLC เจ้าของช่องข่าวสปริงนิวส์ ที่กลายเป็นกรณีพิพาท ผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ก่อตั้งเนชั่นออกมาคัดค้าน SLC ที่เข้ามาถือหุ้น NMG ทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมได้กว่า 45% แล้วตามที่ปรากฎเป็นข่าว

การต่อสู้ของทีมบริหารเนชั่น เป็นการสู้แบบเปิดหน้าเต็มที่เดินหน้าเต็มตัว กระทั่งหลายคนออกมาท้วงติงว่า เปิดหน้าชนมากเกินไปกลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้าม แจ้งความดำเนินคดีต่างๆ ตามมา แต่ทีมผู้บริหารเนชั่น ก็ยังประกาศต่อต้านทุกรูปแบบ ทั้งในแง่ข้อกฎหมาย หลักจริยธรรม กลไกกำกับดูแล ด้านวิชาชีพสื่อมวลชน และเกมการเงิน

มาดูกันเฉพาะเรื่องกลไกการกำกับดูแลสื่อ ทำให้ต้องไปเกี่ยวข้อง ทั้งร้องคัดค้าน และขอความเป็นธรมจาก คณะกรรมการกลาง ที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารมวลชนโดยตรง อย่าง กรรมการกสทช. หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพราะการต่อสู้ในข้อกฎหมาย ต้องอ้างอิงกฎเกณฑ์ การกำกับดูแลของหน่วยงานผู้มีหน้าที่โดยตรง

เรื่องราวในรอบ 3 เดือนที่ผ่านา การต่อสู้ในเกมการเงินแข่งซื้อหุ้น NMG กับฝ่ายตรงข้าม ดูเหมือนทีมบริหารเนชั่นฯมีความเป็นรองอยู่มาก การต่อสู้จึงถูกให้น้ำหนักไปที่เกมกำกับดูแลในแง่กฎหมายมากขึ้น ในกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการสื่อ อ้างอิงจากประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล ที่มีข้อห้ามเรื่องการถือหุ้นที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกัน ระหว่างผู้ประกอบการประเภทเดียวกันเกิน10% ซึ่งกรณี SLC-NMG เกี่ยวข้องในแง่ที่ SLC เป็นเจ้าของช่องข่าวสปริงนิวส์ และ NMG เป็นบริษัทแม่ผู้เป็นเจ้าของช่องข่าวเนชั่นทีวี หากทั้งสองกลุ่มมีผู้ถือหุ้นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เกิน 10% ต้องถือว่าผิดหลักเกณฑ์

การต่อสู้ดำเนินมาถึงขั้น ทั้ง 2 ฝ่ายเรียกร้องให้กสท.หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ มีมติพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งได้เข้าที่ประชุมกสท.2-3 ครั้ง จนกระทั่งมีการรับรองมติไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.2558 สรุปว่ากรรมการ 3 มีมติว่าการเข้ามาถือหุ้น NMG โดย SLC ถึง 12.21% นั้นไม่ผิดหลักเกณฑ์การประมูล ขณะที่อีก 2 เสียงบอกว่าผิดหลักเกณฑ์ แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะการนับเสียงกรรมการกสท. เมื่อวันที่ 30 มี.ค.มีความผิดปกติ จากกรณีที่ กรรมการ 2 คนของดออกเสียง อีก 2 คนบอกว่าผิด และอีก 1 คนบอกว่าไม่ผิด แต่ผลการรับรองมติกลายเป็นสรุปว่า 3 เสียงบอกว่าไม่ผิด คือมีการนำเอา 2 คนที่งดออกเสียง มานับรวมเป็นเสียงว่าไม่ผิด

เมื่อมติมีออกมาขัดกับความรู้สึกคนส่วนใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนฝ่ายที่เสียประโยชน์ คือเนชั่นฯ ย่อมออกมาร้องเรียน และฟ้องร้องการทำหน้าที่ของกสท. จากนั้น 2 สัปดาห์ต่อมา ดูเหมือนสถานการณ์จะพลิกผันหรือไม่ ฝ่าย SLC ที่เคยได้ประโยชน์จากมติดังกล่าว กลับมาเป็นฝ่ายที่จะดำเนินการเอาผิดกับกรรมการกสท.อีก 2 คนที่บอกว่าการกระทำของ SLC ผิด

เป็นปัญหาโลกแตกของการทำงานในฐานะกรรมการ ที่ต้องพิจารณาเรื่องใดๆ ที่มีผลเสีย-ผลดีตามมา เป็นการพิจารณาจจากการใช้ “ดุลยพินิจ” ซึ่งแน่นอนคือกรรมการต้องตัดสินใจ ซึ่งโดยหลักสากลแล้ว สิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาแบบนี้ คือต้องยึดหลักการความถูกต้อง เพราะการเป็นกรรมการที่ต้องทำให้ใครเสียประโยชน์ การเลือกยืนบนพื้นฐานหลักการความถูกต้อง คือวิธีการที่ดีและเหมาะสมที่สุด แม้ต้องมีคดีความตามมา “ความถูกต้องตามหลักการ” จะเป็นตัวพิสูจน์เอง