เพื่อให้เห็นถึงความสามารถของยุโรปและอเมริกาในการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอกและภายในของระบบทุนนิยมรัฐสวัสดิการ
(Welfare state capitalism regime) เพื่อความอยู่รอด และเพื่อทำให้สังคมและเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งยั่งยืน เราจะพิจารณาพอสังเขปให้เห็นภาพใหญ่ถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด นโยบาย เปรียบเทียบกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งขณะนี้ก็ประมาณ 70 ปี ความคิดหรือการก่อตัวเป็นวาทกรรม นโยบายที่ผู้มีอำนาจนำมาใช้ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างอำนาจในตัวละครหลักๆ โดยเฉพาะรัฐ ภาคธุรกิจ หรือฝ่ายทุน ฝ่ายนายจ้าง และแรงงานย่อมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีขึ้นมีลง แต่ไม่เคยหายไปจากเวที
จนกระทั่งปี ค.ศ.1989 ที่โลกเริ่มรับรู้ว่าระบบทุนนิยมเศรษฐกิจแบบตลาดเป็นทางเลือกเดียวสำหรับโลก แต่เป็นทุนนิยมที่มีความหลากหลาย แม้ว่ายังมีสำนักที่เชื่อว่าระบบนี้จะเข้าหากันเป็นหนึ่งเดียว หรือ Convergence ในเรื่องต่างๆ เครดิตส่วนที่สำคัญต้องให้กับกอร์บาชอฟที่ไม่ทำให้คนในยุโรปตะวันออก หรือโลกต้องตายกันเป็นสิบๆ ล้านคนเหมือนในอดีต
ถ้ามองกันเป็นช่วงๆ ช่วง 25 ปีแรก (ค.ศ.1945-1970) เชื่อกันว่าช่วงนี้เป็นยุคทองของโลกทุนนิยม โลกของประเทศตะวันตกซึ่งต่อเนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปี เป้าหมายหลักของอเมริกาคือทำอย่างไรให้ยุโรปตะวันตก (รวมทั้งส่วนอื่นๆ ของโลก) เข้มแข็งในระบบทุนนิยมที่เป็นประชาธิปไตย รวมตัวกันได้ ในสภาวะสงครามเย็นและภัยคุกคามจากโลกคอมมิวนิสต์ ทั้งอเมริกายุโรปและ ต่างเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของตนเองก่อนหน้า ว่าประชาธิปไตยและทุนนิยมอย่างเดียวไม่พอ ถ้าระบบทุนยังสามานย์ เต็มไปด้วยนายทุนประเภท Robber Barons จนนำไปสู่เศรษฐกิจหายนะช่วงทศวรรษ 1930 ยุโรปเรียนรู้จากการก่อตัวของอำนาจเผด็จการฟาสซิสต์ที่มากับประชาธิปไตย บทบาทของรัฐที่ได้รับการไว้วางใจและให้ความสำคัญมากขึ้น รวมทั้งการไม่ไว้ใจตลาดคือความคิดหลักที่ยอมรับกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แผน NEW DEAL ของประธานาธิบดี Roosevelt จำเป็นต้องเกิดเพื่อปกป้อง คุ้มครองระบบทุนนิยมจากนายทุน หรือที่เขาเคยพูด “Saving capitalism from capitalist” ภาพของอเมริกาที่ถูกวาดไว้ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีนั้นอาจไม่ถูกทั้งหมดในตอนนั้น ฮ่องกงอาจจะเก็บภาษีในอัตราต่ำ แต่ยุคของ Roosevelt และหลังจากนั้น อัตราภาษีก้าวหน้าของอเมริกาก่อนทศวรรษ 70 เคยมีอัตราสูงกว่าร้อยละ 80 มาแล้ว
ทิศทางใหญ่ๆ ในการมองบทบาทรัฐ แรงงาน และธุรกิจของยุโรปมีความแตกต่างกับอเมริกาในช่วงนี้ แต่เป็นความแตกต่างในรายละเอียดมากกว่าเรื่องของทิศทางและภาพใหญ่ ความเป็นเจ้าของในธุรกิจอุตสาหกรรมของรัฐบาลอเมริกันไม่เกิดขึ้นเหมือนที่เราพบในประเทศส่วนมากในอังกฤษ รวมทั้งประเทศในยุโรปอื่นๆ ในช่วงนี้ รัฐอเมริกาไม่เล่นบทหนักเหมือนฝรั่งเศส อิตาลี หรือสเปน รัฐยุโรปกำกับควบคุมตลาดสินค้า ตลาดการเงิน ตลาดแรงงานค่อนข้างมาก ในบริบทที่กระแสโลกานุวัตรยังไม่รุนแรงเข้มข้นเหมือนที่เราพบ โดยเฉพาะเมื่อโลกเข้าสู่ทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจที่โตดีมาพร้อมกับความกลมกลืนในความสัมพันธ์และการแบ่งแยกผลประโยชน์ระหว่างทุนกับแรงงาน โดยมีรัฐเป็นศูนย์กลาง หรือมีส่วนร่วมในลักษณะต่างๆ
ตลาดเสรีคือหัวใจของระบบทุนนิยมก็จริง แต่วิวัฒนาการของประชาธิปไตย ความเป็นพลเมือง และความเป็นสากลในเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้รัฐในช่วงแรกหลังสงครามมีบทบาทสำคัญในการสร้างสถาบันและกฎเกณฑ์หรือกลไกต่างๆ ที่ให้ความคุ้มครองแก่แรงงาน เมื่อเทียบกับศตวรรษที่ 19 หรือก่อนหน้า แรงงานที่เหมือนเป็นสินค้า (Commodity) ถูกลดสภาพความเป็นสินค้า หรือ De-commodification ลดบทบาทหรือผลกระทบของตลาดที่จะมีผลทางลบต่อชีวิตของแรงงาน หรืออีกนัยหนึ่งเพิ่มเสรีภาพของแรงงานจากอิทธิพลของตลาด การได้รับความคุ้มครองของแรงงานเหมือนเป็นสิทธิทางสังคม
แน่นอนว่า ในรายละเอียดแต่ละประเทศในยุโรปก็มีความเข้มข้นที่แตกต่างกันไป กลุ่มสุดขั้วทางสแกนดิเนเวียร์ที่เป็นระบบสังคมประชาธิปไตยเสรี หรือพวก Social democrat เช่น นักคิดอย่าง Gunnar Myrdal เชื่อว่า การให้สวัสดิการและความคุ้มครองและความมั่นคงแก่แรงงานอย่างเต็มที่ไม่ใช่เพื่อเน้นความเสมอภาค และความเป็นเอกภาพ น้ำหนึ่งใจเดียวกันของสังคมเท่านั้น แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญหรือพื้นฐานที่จะทำให้องค์กร และระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ และผลิตภาพสูงด้วยเช่นกัน ขณะที่ฝ่ายเสรีนิยม หรือ Anglo saxon เช่นอังกฤษ อเมริกา มองว่าในระยะยาวตลาดที่มีการแข่งขันและปลอดจากการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องเพื่อสร้างความมั่งคั่งหรือค่าเช่าส่วนเกินโดยรัฐเพื่อกลุ่มคนคือหัวใจหลักของระบบ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการกระจุกตัวของอำนาจและความมั่งคั่ง อะไรที่ทำลายหลักการหรือการทำงานของตลาด ก็จะทำลายทั้งเสรีภาพและความมั่งคั่งในที่สุด นี่เป็นความแตกต่างแบบสุดขั้ว ในความเป็นจริงรายละเอียดความแตกต่างในบริบทและสถานการณ์มีความสำคัญมากกว่า
การเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราที่สูงในช่วงยุคทองนี้ มาด้วยกันกับการเติบโตของระบบทุนนิยมสวัสดิการ โดยเฉพาะที่เด่นมากในยุโรป มาด้วยกันกับการก่อตัวของชนชั้นกลาง การลดลงของเศรษฐกิจชนบทและการเกษตร แทนที่ด้วยการเติบโตของเมืองและอุตสาหกรรม ผลตอบแทนของทุนน่าพอใจเช่นเดียวกันกับการเติบโตของรายได้ของแรงงานโดยเฉพาะชนชั้นกลาง วัฏจักรและความเสี่ยงที่ทุนเผชิญ ทุนจะเป็นฝ่ายแบกรับภาระจากกำไรที่ลดลง แต่รายได้แรงงานมีเสถียรภาพ รับความเสี่ยงน้อยกว่า ผลที่ตามมาคือ ส่วนแบ่งระหว่างทุนและแรงงานมีเสถียรภาพ ความแตกต่างของรายได้ของชนชั้นต่างๆ ไม่สูงมากเหมือนที่พบในอเมริกาในปัจจุบัน ระบบนี้ยั่งยืนมากว่าสองทศวรรษ และดำรงอยู่ได้เพราะการเติบโตในรายได้อย่างต่อเนื่องของชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง มีผลต่อความต้องการสินค้าประเภทที่มวลชนส่วนใหญ่ใช้กัน คล้ายๆ กัน (standardized goods) จากโครงสร้างและวิถีการผลิตที่ใช้ทุนและเครื่องจักรที่มีลักษณะตายตัว ผลิตในปริมาณมากๆ บนสายพาน (Mass production) ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ ซึ่งนักวิชาการมักให้ชื่อว่าเป็นระบบ Taylorism หรือ Fordism ตามชื่อผู้นำ
ระบบและภาพใหญ่ที่พรรณนามานี้ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง มันดำรงอยู่ไม่ได้เพราะเงื่อนไขต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงนี้ในโลกตะวันตกและส่วนอื่นๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงเกือบทั้งโลก โดยเฉพาะหลัง ค.ศ. 1989 เมื่อโซเวียตและยุโรปตะวันออกล่มสลาย แต่โลกไม่เคยกลับไปโตได้ดีเหมือนอดีต โดยเฉพาะโลกตะวันตก ไม่ว่าอเมริกาหรือยุโรป แม้กระทั่งญี่ปุ่น (ถ้าจีนยังเป็นคอมมิวนิสต์และอินเดียไม่ปฏิรูป โลกจะโตช้ากว่านี้มาก) โลกโตช้าลงเพราะยุโรปและญี่ปุ่น รายได้และเทคโนโลยีเกิด convergence เข้าใกล้อเมริกา ทำให้ศักยภาพการเติบโตต่ำลง อุปทานสำคัญเช่น น้ำมัน แพงขึ้น อุปสงค์หดตัว เศรษฐกิจโตช้าลง ผลตอบแทนของทุนหรือกำไรหด สินค้าจากประเทศอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาตีตลาด โลกตะวันตกที่คนมีรายได้สูงขึ้น ทำให้สินค้ามาตรฐานเดิมๆ อิ่มตัว ผู้บริโภคต้องการสินค้าใหม่ที่หลากหลาย
ผู้ผลิตตอบสนองโดยเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้การผลิตและความเชี่ยวชาญมีลักษณะยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องทำเองหมดก็ได้ วงจรวัฏจักรสินค้าสั้นลง ความประหยัดจากการผลิตสินค้าที่หลากหลาย (Economies of scope) มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการประหยัดจากขนาด ความจำเป็นในการปรับโครงสร้าง หมายความว่า ตลาดอาจจะต้องมีบทบาทในการทำงานมากขึ้น รัฐต้องเป็นมิตรกับตลาด ธุรกิจหรือทุนต้องอยู่ได้ ไม่ต้องตอบสนอง (หรือทำน้อยลง) ต่อสังคมหรือแรงงาน เมื่อตลาดจำเป็น บทบาทรัฐก็โดยนัยลดลง หรือเปลี่ยนไป เช่น ไปเป็นรัฐที่กำกับควบคุม (Regulartory stage) ที่มีบทบาทใหม่และมากขึ้น โดยเฉพาะในอังกฤษ การเกิดใหม่ของลัทธิตลาดเสรีนิยม หรือ Neo liberalism เริ่มที่อังกฤษโดย Thatcher ในต้นทศวรรษ 80 เมื่อบวกกับอิทธิพลของอเมริกา มีผลต่อกระแสตามกันทั้งโลก และเมื่อตลาดเสรีถูกเรียกร้องให้ทำงาน แรงงานก็ต้องไม่เป็นอุปสรรคหรือขวางการทำงานของตลาด ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงานซึ่งนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของตลาดแรงงาน กลายเป็นทิศทางใหม่ที่รัฐสวัสดิการต้องหาทางออกแบบในแต่ละสังคม ปรากฏการณ์ตั้งแต่กลางทศวรรษ 80 และโดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เรื่อยมา
การที่แรงงานต้องรับใช้ตลาดในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน หมายความว่า แรงงานได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ หรือ Re-commodification อีกครั้งเหมือนศตวรรษที่ 19 ซึ่งจะมีนัยสำคัญอื่นๆ ตามมามากมาย






