กฎเกณฑ์เรื่อง “คนเป่านกหวีด” หรือ Whistleblower ในเมืองไทยก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการมีกฎการจ่ายเงินสินบนแก่คนเป่านกหวีด
คณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้แจ้งข้อมูลการกระทำผิดและผู้นำจับ และการจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้จับ กรณีที่มีการลงโทษปรับผู้กระทำความผิดฐานซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายในและฐานสร้างราคาหุ้นไม่เกิน 30% ของจำนวนเงินค่าปรับที่ผู้กระทำผิดชำระต่อศาลหรือชำระตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบโดยมีผลใช้บังคับ 16 เมษายน 2558 (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 เมษายน 2558)
ก.ล.ต. ให้ข่าวเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เปิดรับฟังความคิดเห็นมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 จนเพิ่งเสร็จสมบูรณ์ในปีนี้ (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม 2557)
ส่วนตัวกฎหมายออกเมื่อปี 2551 โดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2551 ได้เพิ่มมาตรา 315/1 เข้ามามีความว่า
“ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษผู้ใดตามมาตรา 241 หรือมาตรา 243 ให้พนักงานอัยการมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้นำจับหรือผู้ที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิด และเงินรางวัลให้แก่ผู้จับ จากเงินค่าปรับที่ผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้นำมาชำระต่อศาลไม่เกินร้อยละสามสิบของจำนวนเงินค่าปรับนั้น และให้จ่ายเงินได้เมื่อคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้ว
ในกรณีที่มีการเปรียบเทียบในความผิดตามมาตรา 241 หรือมาตรา 243 ให้สำนักงานมีอำนาจร้องขอต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้ที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิด จากเงินค่าปรับที่ผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้ชำระตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบไม่เกินร้อยละสามสิบของจำนวนเงินค่าปรับนั้น”
พูดง่าย ๆ ถ้าเป็นคดีที่ไปถึงศาล พนักงานอัยการเป็นคนร้องขอให้ศาลจ่าย แต่ถ้าเป็นคดีที่ลงโทษแค่ปรับไปไม่ถึงศาล สำนักงาน ก.ล.ต. ก็ร้องขอให้คณะกรรมการเปรียบเทียบเป็นคนจ่ายได้
การจ่ายเงินรางวัลนี้เป็นเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาที่ SEC จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสในคดีที่ทำผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ โดยจ่าย 30% เท่ากัน คดีที่จ่ายเงินรางวัลนี้สูงสุดเพิ่งจ่ายไปเมื่อกันยายนปีที่แล้ว โดยจ่ายเป็นเงินถึง 30 ล้านดอลลาร์ ให้กับผู้รับซึ่งเป็น “คนเป่านกหวีด” ที่ไม่เปิดเผยชื่อและอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกาเสียด้วย
(“คนเป่านกหวีด” คือใคร? ดู “ก.ล.ต. ให้รางวัลคนเป่านกหวีด” กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2557)
อันที่ “คนเป่านกหวีด” นี้จะให้รางวัลอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะการที่มาให้เบาะแสเรื่องราวต่าง ๆ นั้น ผู้ให้ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกขัดขวาง หรือถ้าเป็นลูกจ้างในบริษัทจะมาบอกการกระทำผิดของนายจ้างก็อาจจะถูกกลั่นแกล้งในการทำงานได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลนี้ด้วย ไม่ใช่ให้เงินรางวัลอย่างเดียว
กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ในมาตรา 21 (h) (1) ของ The Securities Exchange Act 1934 ได้ห้ามการกระทำที่เป็นการแก้แค้นจากบริษัท (Retaliation) ไว้ โดยห้ามมิให้นายจ้างทำการปลด โยกย้าย พักงาน ข่มขู่ ทำให้หวาดกลัวไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม หรือทำการไม่เป็นธรรมอื่นใด (discharge, demote, suspend, threaten, harass, directly or indirectly, or in any other manner discriminate against) แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นคนเป่านกหวีด
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 SEC ได้ดำเนินคดีที่ถือว่าเป็นการป้องกันการแก้แค้นจากบริษัทเป็นคดีแรกกับบริษัท Paradigm Capital Management, Inc. โดยเรื่องมีอยู่ว่า หัวหน้าผู้ค้าหลักทรัพย์ (Head Trader) ของบริษัท Paradigm ได้แจ้งเรื่องการกระทำไม่ถูกต้องของบริษัทกับ SEC เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 แต่เพิ่งแจ้งให้บริษัททราบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 จากนั้นพนักงานผู้นั้นก็ถูกให้พ้นจากตำแหน่งการค้าหลักทรัพย์ชั่วคราวเพื่อสอบสวน และภายหลังบริษัทก็แจ้งว่าพนักงานผู้นั้นว่าต้องออกจากงานและเริ่มเจรจาเรื่องเงินชดเชยกัน แต่ภายหลังการเจรจาหลายครั้งก็ตกลงกันไม่ได้ พนักงานผู้นั้นหรือคนเป่านกหวีดก็เลยขออยู่ต่อไป ซึ่งบริษัทก็ให้แต่ให้ไปอยู่ตำแหน่งอื่นโดยได้รับค่าตอบแทนเท่าเดิม และให้ย้ายไปอยู่ที่สำนักงานแห่งอื่น ผลสุดท้ายคนเป่านกหวีดก็เลยลาออกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555
SEC พบว่าบริษัท Paradigm ไม่มีเหตุอันควรในการย้ายคนเป่านกหวีดออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ค้าหลักทรัพย์ แล้วมาเปลี่ยนไปอยู่ตำแหน่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงถือว่า บริษัท Paradigm ทำผิดกฎหมายจึงสั่งปรับในข้อหาต่าง ๆ รวมเป็น 2.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทก็ยอมจ่ายแต่โดยดี
ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็มีบทบัญญัติทำนองนี้ไว้โดยในมาตรา 89/2 บัญญัติว่า
“ห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทกระทำการใดอันเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นใดที่รับจ้างทำงานให้แก่บริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะโดยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน ลักษณะงาน หรือสถานที่ทำงาน สั่งพักงาน ข่มขู่ รบกวนการปฏิบัติงาน เลิกจ้าง หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลดังกล่าว ด้วยเหตุที่บุคคลนั้น
(1) ให้ข้อมูล ให้ความร่วมมือ หรือให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยประการใด ๆ แก่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน หรือสำนักงาน อันเกี่ยวข้องกับกรณีที่พนักงาน ลูกจ้างหรือบุคคลอื่นใดนั้นเชื่อหรือมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(2) ให้ถ้อยคำ ยื่นเอกสารหลักฐาน หรือให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยประการใด ๆ แก่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน หรือสำนักงาน เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาหรือตรวจสอบกรณีที่มีเหตุสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ว่าจะกระทำไปโดยที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน หรือสำนักงานมีคำสั่งให้ปฏิบัติหรือไม่”
มีบางบริษัทสมองใสทำสัญญารักษาความลับ (Confidentiality Agreement) กับลูกจ้าง กะว่าลูกจ้างถูกปิดปากโดยสัญญานี้เอาเรื่องไปฟ้อง SEC ไม่ได้ แต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา SEC ได้เอาเรื่องกับบริษัท KBR ฐานมีสัญญารักษาความลับห้ามลูกจ้างเอาเรื่องภายในไปบอกกับบุคคลที่สาม ซึ่งมีข้อความที่SEC ถือว่าเป็นการตัดสิทธิการเป็นคนเป่านกหวีดของลูกจ้าง ผลก็คือบริษัท KBR ถูกปรับเป็นเงิน 130,000 ดอลลาร์และต้องแก้ไขสัญญารักษาความลับที่ทำไว้ให้ลูกจ้างเปิดเผยความลับของบริษัทกับทางการได้
คดีของบริษัท KBR นับเป็นคดีแรกที่ SEC เอาเรื่องกับบริษัทในเรื่องสัญญารักษาความลับ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดาบริษัททั้งหลายต่างพาไปแก้สัญญารักษาความลับหรือข้อบังคับการจ้างของตนใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2558 คณะกรรมการกำกับตลาดทุนก็ได้ออกประกาศที่ ทค. 2/2558เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลออกมา โดยมีสาระสำคัญคือ
เงินที่จะจ่ายแยกเป็น 2 ชนิดคือ “เงินสินบน” หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่ผู้แจ้งข้อมูลหรือผู้นำจับ และ “เงินรางวัล” หมายความว่าเงินที่จ่ายให้แก่ผู้จับผู้กระทำความผิดซึ่งในที่นี้เราจะมาดูเรื่องเงินสินบนอย่างเดียว
การแจ้งความประสงค์ขอรับเงินสินบนผู้แจ้งข้อมูลต้องแจ้งความประสงค์ต่อสำนักงานก.ล.ต. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ
เมื่อสำนักงานก.ล.ต.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาให้ผู้ใดมีสิทธิขอรับเงินสินบนแล้ว ให้สำนักงานก.ล.ต.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้นั้นทราบ โดยให้แจ้งด้วยว่าสำนักงานก.ล.ต.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการเพื่อให้มีการร้องขอต่อศาลหรือต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบ แล้วแต่กรณี เพื่อให้ศาลหรือคณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งให้จ่ายเงินสินบน
เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับผู้กระทำความผิดและมีคำสั่งให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้แจ้งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งการมีคำพิพากษาและคำสั่งศาลดังกล่าวไปยังผู้แจ้งข้อมูล ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสินบนภายใน 15 วันนับแต่วันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับแจ้งจากพนักงานอัยการว่าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
ในการขอรับเงินสินบนตามคำสั่งศาล ให้ผู้แจ้งข้อมูลซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสินบนดังกล่าว ยื่นคำขอรับเงินสินบนต่อศาลยุติธรรมตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด
แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้แจ้งข้อมูลไม่ต้องการเปิดเผยตัว ให้สำนักงานก.ล.ต. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วแต่กรณี ยื่นคำขอรับเงินสินบนต่อศาลยุติธรรมตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด และนำมาจ่ายให้แก่ผู้แจ้งข้อมูล
ในกรณีเช่นนี้ เมื่อสำนักงานก.ล.ต.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเงินสินบนมาแล้ว ให้สำนักงานก.ล.ต.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะแจ้งไปยังผู้แจ้งข้อมูลซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสินบน ภายใน 15 วันนับแต่วันที่สำนักงานก.ล.ต.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วแต่กรณีได้รับเงินสินบนมา โดยต้องมารับเงินภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ระบุในหนังสือของสำนักงานก.ล.ต. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษที่แจ้งให้ผู้แจ้งข้อมูลทราบถึงการรับเงินสินบน
ส่วนในกรณีที่คดีไปไม่ถึงศาลเพราะยอมให้ปรับ ก็ขอรับเงินสินบนได้ตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับโดยให้ผู้แจ้งข้อมูลซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสินบนยื่นคำขอรับเงินสินบนต่อสำนักงานก.ล.ต. ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ระบุในหนังสือของสำนักงานก.ล.ต. ที่แจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบถึงคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบ
ที่กล่าวมานี้เป็นสาระสำคัญโดยสังเขปของการจ่ายเงินสินบน ซึ่งดูเหมือนจะมีขั้นตอนปฏิบัติที่มากพอสมควร และมีหลายหน่วยงานของทางราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คงรอดูกันต่อไปว่าในบ้านเราจะมี “คนเป่านกหวีด” อย่างฝรั่งเขาไหม






