วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไอเอ็มเอฟเตือนอย่าแข่งลดค่าเงิน

นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ กล่าวในระหว่างประชุมร่วมกับสมาชิก 188 ประเทศ

 ว่าการพึ่งพาลดค่าเงินมากเกินไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศ อาจจะส่งผลให้ความขัดแย้งเรื่องค่าเงินทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยถือเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงค่าเงินเป็นสิ่งที่มีประโยชน์โดยรวม และช่วยเหลือญี่ปุ่นและประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอเช่นยูโรโซน แต่ก็อาจก่อให้เกิดประเทศที่ได้เปรียบ และประเทศที่เสียเปรียบ โดยก่อนหน้านั้นกระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกมาประกาศเตือนยุโรปว่าไม่ควรพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป หลังจากการส่งออกของยุโรปได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของยูโร นอกจากนี้ยังได้กล่าวเตือนจีนที่ดำเนินนโยบายให้เงินหยวนอ่อนค่ามากเกิน รวมทั้งเกาหลีใต้ที่เข้าแทรกแซงค่าเงินวอนให้อ่อนลงในตลาดปริวรรตเงินตราด้วย

การที่บางประเทศพึ่งพาการปรับลดค่าเงินมากเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตนเอง จะส่งผลให้ความขัดแย้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนทวีความรุนแรงมากขึ้นทั่วโลกหรือสงครามค่าเงินได้ โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของดอลลาร์เมื่อเทียบกับยูโรและเยน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของที่แข็งค่าเงินดอลลาร์ในระยะนี้ส่งผลกระทบต่อบางประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยผู้บริหารของไอเอ็มเอฟเชื่อว่า การที่ไม่มีระบบที่ดีในการช่วยเหลือประเทศที่ประสบกับภาวะปั่นป่วนวุ่นวาย และสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนในระยะนี้ ซึ่งส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจำนวนมาก และส่งผลให้มีการสะสมทุนสำรองที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐในประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศ ท่ามกลางโครงข่ายคุ้มครองความปลอดภัยทางการเงินระดับโลกยังคงได้รับการใช้งานน้อยเกินไปในช่วงที่เกิดปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะโครงสร้างมีความซับซ้อนหลายชั้น

นอกจากนี้การที่ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมทั้งธนาคารกลางอีกนับสิบประเทศในประเทศที่พัฒนาแล้วได้พากันผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตนเอง หรือเพื่อต่อต้านแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดในตลาดโลก ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยที่องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า ประเทศที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินดังกล่าวครองสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีของทั้งโลก โดยผลการดำเนินนโยบายการเงินดังกล่าวจะกดดันให้ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงใกล้ 0%

รวมทั้งผลักดันให้ผลตอบแทนในพันธบัตรลดลงต่ำกว่า 0% จนถึงอัตราที่ติดลบ จะยิ่งทำให้ตลาดการเงินโลกถูกบิดเบือนและยิ่งเกิดความไม่เสมอภาค เพราะจะเกิดภาวะ Carrytrade ที่ส่งผลให้เงินไหลจากที่มีต้นทุนต่ำ ไปแสวงหาตลาดสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นการไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์สหรัฐ ยิ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจนอาจจะกลายเป็นฟองสบู่ และเร่งให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องหันกลับมาใช้นโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดภาวะฟองสบู่แตกของตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน แต่ก็จะเป็นอันตรายต่อการแข็งค่าในเงินดอลลาร์ให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบต่อเงินบาทไทยก็จะเกิดความผันผวนและมีทิศทางการที่ไม่แน่นอนตามการไหลเข้า-ออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ก็จะยิ่งส่งผลต่อทิศทางเงินบาทที่ไม่แน่นอนจนนอกเหนือความคาดเดาไปด้วย