ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโครงสร้างสังคมไทยจนเกิดปัญหาในการปรับตัวทางการเมืองที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง
สังคมไทยกลับขาดความรู้ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลและเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในชนบท รวมทั้งเรื่อง “การเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย” ของสังคมชนบท ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดสรรทรัพยากรทั้งหลายของรัฐและสังคมไทยให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความตึงเครียดและความขัดแย้งในรัฐและสังคมไทยอย่างยั่งยืน รวมทั้งเอื้อต่อการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของรายได้และทรัพย์สินในอนาคตอีกด้วย
โครงการวิจัยเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท” ในสังคมไทย : บนความเคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย” (Changes in Thai “Rural” Society : Democracy on the move) จึงเกิดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย คณะนักวิจัยได้เลือกศึกษาพื้นที่ชนบทใน 7 จังหวัดในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ละจังหวัดจะศึกษาชนบท 2-3 แห่ง ที่มีความแตกต่างกันในแง่มุมต่างๆ เพื่อจะพิสูจน์ให้เห็นอย่างละเอียดชัดเจนว่าชนบททุกภูมิภาค มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไพศาลจนเปลี่ยนชีวิตของผู้คนไปจากเดิมจนหมดสิ้น และสังคมชนบทกำลังเคลื่อนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในวิถีทางที่แตกต่างหลากหลาย มิใช่ชนบทที่ไร้เดียงสาทางการเมืองและถูกนักการเมืองหลอกใช้เป็นเครื่องมือดังที่เคยเข้าใจกัน
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชนบทพร้อมๆ กับการขยายตัวของรัฐทั้งในเชิงการบริการและการควบคุมในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ผู้คนในชนบทเชื่อมโยงการผลิตและการค้าของตนออกไปกว้างขวางกว่าเดิมมาก เช่น ชาวบ้านที่ปลูกข้าวโพดและอ้อยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนกลาง และภาคอีสานนั้น ไม่เพียงแต่จะเชื่อมตนเองเข้ากับระบบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และโรงอุตสาหกรรมน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังได้เชื่อมตัวเองกับกลไกของอำนาจรัฐอย่างเต็มตัว เช่น การศึกษาของลูกหลานที่หมายถึงอนาคตใหม่ที่คาดหวังไว้ หรือการรวมตัวเพื่อเรียกร้องการดูแลจากรัฐในกรณีผลผลิตราคาตกต่ำ และในกรณีที่เกิดโครงการหรือนโยบายรัฐที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ใดๆ ของชาวบ้าน พวกเขาก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อต่อรองหรือกดดัน เป็นต้น
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนชาวบ้าน (ธรรมดา) ส่วนใหญ่ มาสู่การเป็น “ผู้ประกอบการ”(entrepreneur) ในหลายระดับ เช่น การผลิตเพื่อขายด้วยแรงงานจ้าง เจ้าของโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรขนาดเล็ก พ่อค้าคนกลาง ฯลฯ ขณะเดียวกันความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็ได้เบียดขับให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ของคนในชุมชนให้กลายมาเป็นผู้ขายแรงงาน ซึ่งมีสถานะก้ำกึ่งหรือเปลี่ยนกลับไปกลับมาระหว่างการเป็นแรงงานผู้ชำนาญการในภาคการเกษตรกับแรงงานไร้ฝีมือ เช่น เมื่อเป็นแรงงานในกลุ่มที่รับเหมาทำนา พวกเขาย่อมเป็นแรงงานชำนาญการ แต่เมื่อออกมารับจ้างในงานก่อสร้างพวกเขาก็จะกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปในทันที เป็นต้น
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ได้เปลี่ยนชีวิตชาวบ้านให้กลายมาเป็นผู้ประกอบการเช่นนี้ ทำให้ต้องสร้าง “หลังพิง” เพื่อประกันความเสี่ยงในการประกอบการ เพราะพวกเขากลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่ใช่เครือญาติหรือชุมชนในการผลิตแบบเดิม จึงส่งผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการจัดตั้งทางสังคมในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมเดิมที่มีเครือญาติและเครือญาติเสมือน เป็นฐานในการคิดการตัดสินใจ และมีผู้เฒ่าผู้แก่เป็นหลักทางสังคมได้เสื่อมสลายไปจนเกือบหมดสิ้น ระบบการผลิตแบบใหม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการในชนบทสร้างและขยายเครือข่ายลักษณะใหม่ที่มีความเสมอภาคกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวนี้จะกว้างขวางเพียงใดขึ้นอยู่กับชนิดของธุรกิจหรือสินค้าที่ผู้ประกอบการนั้นๆ ผลิตขึ้น
งานแต่ง งานบวช หรืองานประเพณีของผู้ประกอบการในชนบทในทุกพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงการจัดตั้งทางสังคมที่วางอยู่บนฐานของเครือข่ายแบบใหม่นี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของกระบวนการกลายเป็นสังคมของผู้ประกอบการในภาคการเกษตร (แน่นอนว่า ย่อมมีแตกต่างไปจากเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจใหม่อยู่ในหลายระดับ)
ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบใหม่ที่ได้สถาปนาขึ้นมาแทนโครงสร้างทางสังคมแบบชุมชนชาวนาเกิดขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คน (structure of feeling) เพราะหากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในส่วนของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ก็ย่อมไม่สามารถที่จะถักสานความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะใหม่ได้
การดำรงอยู่ในชีวิตผู้ประกอบการทำให้พื้นฐานของความรู้สึกนึกคิดมีใจกลางอยู่ที่การคำนึงถึง “กำไร/ขาดทุน” ตลอดเวลาของการวางแผนชีวิต (ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากชนชั้นกลางทั่วไป) ประกอบกับมิติของการทำมาหากินวางอยู่บนศักยภาพส่วนตัวมากขึ้น ความเสี่ยงของความสำเร็จหรือล้มเหลวตกอยู่บนบ่าของปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าเดิมมาก จึงทำให้การวางแผนชีวิตและการทำงานต้องตระหนักถึงมิติ “กำไร/ขาดทุน” อยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าการคิดเรื่อง “กำไร/ขาดทุน” ของปัจเจกชนจะเป็นฐานการคิดที่สำคัญมากขึ้น (ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากชนชั้นกลางโดยทั่วไป ที่ต้องย้ำก็เพราะว่าชนชั้นกลางทั่วไปมักจะจินตนาการแบบดัดจริตว่าการคิดแต่กำไร-ขาดทุนเป็นเรื่องเลว ทั้งๆ ที่ตนเองสำนึกเช่นนี้มาอย่างน้อยสองรุ่นแล้ว ลัทธิพิธีที่เน้นทำบุญแล้วได้กำไรจึงขยายตัวอย่างมากในกลุ่มชนชั้นกลางดัดจริตรุ่นเก่า) แต่อย่างไรก็ตาม การอยู่ในสถานะของ “ผู้ประกอบการ” ในสังคมชนบทนั้นจำเป็นต้องพึ่งพิง “เครือข่าย” มากกว่า “ผู้ประกอบการ” ในเขตเมืองหรือการผลิตสมัยใหม่ เพราะไม่ว่าในกระบวนการผลิต/การจำหน่ายล้วนแล้วแต่ต้องเชื่อมต่อกับกลุ่มอื่นๆ ตลอด จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ลักษณะใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อระหว่างปัจเจกบุคคลกับเครือข่าย หากกลุ่มใดสามารถสร้างความสมดุลระหว่างบุคคลกับเครือข่ายได้อย่างลงตัว (อันหมายความว่าปัจเจกบุคคลได้รับผลประโยชน์ไปพร้อมๆ กับการเกิดผลประโยชน์ร่วมของเครือข่าย) กลุ่มทางสังคมเช่นนี้ก็จะขยายตัวและมีพลังมากขึ้น เช่น การทำกิจกรรมร่วมกันผลิตมันทอดในพื้นที่ท่าข้าม สงขลา หรือ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในภาคใต้ เป็นต้น
ประเด็นความสำคัญของการเกิดเครือข่ายในแนวระนาบที่มีความเสมอภาคกันมากขึ้นนั้น จึงกลายมาเป็นหัวใจของการจัดตั้งความสัมพันธ์ทางสังคมในชนบท ซึ่งในหลายพื้นที่ก็ได้ปรับเปลี่ยนเอาความสัมพันธ์แบบ “ผู้ใหญ่/ผู้น้อย” และ/หรือ “ผู้เฒ่าผู้แก่” เข้ามาผสมผสานด้วย แต่ไม่ได้เป็นแนวดิ่งเช่นเดิมอีกต่อไป
พร้อมกันนั้น การเปลี่ยนรูปรัฐท้องถิ่นที่ให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น ก็ทำให้การเข้าสู่ “อำนาจท้องถิ่น” เป็นเรื่องที่เครือข่ายใหม่แต่ละเครือข่ายต้องคำนึงถึง เพราะการไหลของทรัพยากรจากส่วนกลางรูปแบบต่างๆ ลงมาสู่ “อำนาจรัฐท้องถิ่น” กลายมาเป็นโอกาสในการทำมาหากินด้วยการปรับตัวในการประกอบการต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่มักจะมองกันว่าเป็นเรื่องสามัญที่ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำนั้น กลับมีความหมายที่สำคัญมากในการเอื้อให้แก่ “ผู้ประกอบการ” ทั้งหลายในชนบท
ดังนั้น เครือข่ายใหม่ๆ บนฐานความสัมพันธ์ทางสังคมลักษณะใหม่จึงได้เลือกเข้ามาสู่พื้นที่การเมืองท้องถิ่นมากขึ้นในทุกพื้นที่ การเข้าสู่การเมืองของคนกลุ่มใหม่นี้เป็นการนำเสนอและปรับเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรขององค์กรการปกครองท้องถิ่นให้เอื้อแก่ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งในสามด้านหลัก ด้านแรก ได้แก่ การสร้างพื้นฐานการบริการของรัฐเพื่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เช่น การสาธารณสุข ด้านที่สอง การสร้างโอกาสและทางเลือกให้แก่ “ผู้ประกอบการ” ใหม่ในระดับต่างๆ เช่น การสร้างกลุ่มการผลิตเฉพาะด้าน และ ด้านที่สาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทุกๆ ด้านเพื่อที่จะเกิดการเชื่อมต่อกับการผลิตในระดับสูงกว่าชุมชนขึ้นไป
การปรับเปลี่ยนกลุ่มผู้นำในชุมชนที่ขึ้นมาครองอำนาจในองค์กรปกครองท้องถิ่น จึงไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หากแต่เป็นการปรับเปลี่ยนอำนาจท้องถิ่นให้เอื้ออำนวย “ประโยชน์” แก่ประชาชนในเขตพื้นที่มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชนบทได้ทำให้ชาวชนบทใหม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนในการกำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นไปด้วย
กระบวนการความเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ประชาธิปไตยจากข้างล่าง (Democracy from below) ซึ่งต้องการการปรับตัวเองของรัฐส่วนกลางในการรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ






