วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทศกาลไม่เทศกาล.. ก็สูญเสีย

เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็กลับเข้าสู่ชีวิตการทำงานปกติ

             เทศกาลสงกรานต์ทุกๆ ปี สิ่งที่ได้ยินเป็นประจำก็คือ การรณรงค์ให้คนนึกถึงประเพณีไทยแท้ๆ ลด ละ เลิก การละเล่นที่เกินเลย ไม่ดีงาม และการรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

            ทั้ง 2 เรื่อง ในปีที่ผ่านๆมา ดูจะไม่ได้ผลนัก ส่วนปีนี้เป็นอย่างไร ถึงวันนี้ก็คงได้คำตอบกันไปแล้วแหละครับ

            เรื่องแรก การดึงคนไทยให้กลับสู่ความเป็นไทย กลับสู่ประเพณีไทยแท้ๆ ทางการคงเห็นว่าการขอความร่วมมือคงเป็นไปได้ยาก จึงต้องงัดมาตรการข้อห้ามที่ระบุชัดเจนออกมา 8 ข้อ

            หลังออกประกาศ ปฏิกิริยาของคนที่ไม่เห็นด้วย กระหน่ำกันเต็มที่ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ถึงขั้นประชดประชันว่าถ้าจะเข้มงวดขนาดนั้น ก็ยกเลิกเทศกาลสงกรานต์ไปเลยดีกว่า โดยไม่ได้เปิดใจดูเลยว่าสิ่งที่เป็นข้อห้ามนั้น มันไม่ใช่ประเพณีสงกรานต์

            เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเราปล่อยให้การเปลี่ยนแปลง (ในทางที่ไม่ถูกต้อง) สะสมมานาน จนหลายคนคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง อยากจับแก้มสาวๆ ก็แค่เอาแป้งมาบังหน้า อยากเต้นอยากกินเหล้าก็ไม่เข้าเทคเข้าบาร์ เข้าวัดก็ได้เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อมีความต้องการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบหักดิบ จึงมีปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรง

            แต่ผมสนับสนุนเต็มที่ให้ดำเนินการต่อในปีต่อๆไป เพราะทุกวันนี้ เชื่อว่ามีหลายคน ไม่กล้าไปเที่ยวงานสงกรานต์ ถูกต้องแล้วครับ ผมใช้คำว่า "ไม่กล้า" ไม่ใช้คำว่า "ไม่อยาก"

            ส่วนเรื่องการรณรงค์ ลดการเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ ล้มตาย ก็มีความพยายามในทุกๆ ปีเช่นกัน แต่ก็ยังเกิดเหตุอยู่ทุกปี และก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร เช่น รถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ รองลงมาคือ... สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ คือ เมา รองลงมาคือ ขับเร็ว...

            จริงๆ แล้วในทุกวันนี้ ไม่ต้องเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน และอาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำไป

          ดังนั้นคงไม่ผิดถ้าจะสรุปว่า อุบัติเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเทศกาลเท่านั้น ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหานี้จริงจัง ก็ควรจะต้องแก้กันให้ถึงแก่นแท้ของต้นเหตุไม่ใช่แค่ช่วงสงกรานต์ ปีใหม่ โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับใช้รถใช้ถนนที่ถูกต้อง ทัศนคติในการขับขี่ และน้ำใจในการใช้เส้นทางร่วมกัน

            เป็นต้นว่า ความเข้าใจเบื้องต้นในการขับขี่ให้ถูกที่ถูกทาง เพียงแค่จำง่ายๆ ว่า ต้องหลบให้รถที่ขับเร็วกว่า เพียงเท่านี้ก็จะไม่พบเห็นการที่รถคันหลังจะขับจี้คันหน้า บีบแตรไล่ ยกไฟส่อง ให้หงุดหงิดกันทั้งคู่

            จากนั้นหลักการที่สากลเขาใช้กันก็จะตามมา เช่น ไม่มีการแซงซ้าย เพราะรถที่ช้ากว่าหลบซ้ายให้แล้ว

          ไหล่ทางไม่ได้มีไว้ให้รถวิ่ง แต่ทุกวันนี้พบเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว รถเริ่มชะลอตัว รถติด หรือแม้แต่รถเลนซ้ายสุดช้า คนที่ไร้มารยาทก็พร้อมจะแซงไหล่ทางทันที และหลายครั้งที่ทำให้เกิดการสูญเสีย เพราะมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่บนไหล่ทาง เช่น รถจอดเสีย หรือสิ่งอื่นๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ ชน หรือถ้าหักหลบทัน ก็จะสร้างความเสี่ยงทำให้รถคันอื่นเกิดอุบัติเหตุร่วมกันไปด้วย

            ข่าวคราวนักจักรยานที่มีประสบการณ์ปั่นมาแล้วทั่วโลกต้องมาจบชีวิตอย่างโหดร้ายที่เมืองไทย ก็เพราะมาเจอกับคนแบบนี้ที่เมืองไทย 

            คนขี่จักรยานยนต์ คนขี่ซาเล้ง หลายคนก็เผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน

            สิ่งที่ผมมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงเหล่านี้ กลับไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ เห็นมุ่งอยู่แต่ประเด็นการขับรถเร็วเท่านั้น

          ซ้ำร้ายบางที เจ้าหน้าที่โบกให้รถลงไหล่ทางเองด้วยซ้ำไป เพียงแค่เห็นว่ารถบนท้องถนนหนาแน่น ต้องสร้างเลนใหม่เพิ่ม โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นการซ้ำเติมปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหาครับ