วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้ใช้อำนาจบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด

เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 4/2558 กำหนดมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย

โดยเป็นการออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ซึ่งก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ประจวบเหมาะกับที่มีสื่อมวลชนได้ขอสัมภาษณ์ผู้เขียนในฐานะ “ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย” เกี่ยวกับการออก “กฎหมายกลางเพื่อการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ” ช่างเป็นเรื่องบังเอิญหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความเห็นที่ตรงกับทิศทางและเจตนารมณ์ของคณะอนุกรรมาธิการที่ปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ได้ผลอย่างเร่งด่วน


ในเรื่องการวางมาตรการบังคับใช้กฎหมายเมื่อเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน เพราะจะว่าไปแล้วคือ การกำหนดมาตรการหรือวิธีการในการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นให้เกิดความมีประสิทธิภาพให้เกิดความเสมอภาคกันระหว่างกลุ่มคนชนชั้นต่างๆ ในสังคม เพราะที่ผ่านมาสังคมมักครหาถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนธรรมดาสามัญกับผู้มีฐานะตำแหน่งทางสังคมกลายเป็นร่องรอยความขัดแย้งความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีการกล่าวหากันทั้งบนข้อเท็จจริงและอคติของแต่ละปัจเจกชน


การเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการนำเสนอแนวทางการตรวจสอบถ่วงดุลกับ “ผู้คุ้มกฎ” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่หากสามารถกระทำการอย่างได้ผลเป็นที่ประจักษ์ สังคมจะเกิดการตื่นรู้และสามารถมองเห็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาความลักลั่นในการอำนวยความยุติธรรมของบุคลากรภาครัฐทั้งในกระบวนการยุติธรรมเองและอื่นๆ


สิ่งที่อนุกรรมาธิการได้นำเสนอมีหลายแนวทางตั้งแต่ การตั้งคณะกรรมการในลักษณะ สหวิชาชีพ เพื่อทำการศึกษาแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ กระทั่งการออกมาตรการให้คำแนะนำและตรวจสอบการทำหน้าที่ขององค์กรบุคคล ที่อาจก้าวหน้าไปถึงการส่งชื่อเพื่อถอดถอนจากตำแหน่งหากบุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยคณะกรรมการผู้บังคับใช้กฎหมายชุดใหญ่จะประกอบด้วยบุคคลที่สังคมให้ความไว้วางใจและเป็นที่ยอมรับ เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ผู้นำหน่วยในองค์กรกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงวิชาชีพหลากหลายสาขาที่จะเข้ามารวมกันในลักษณะของคณะกรรมการยุทธศาสตร์หรือผู้ให้แนวทางนโยบาย แต่จะมีคณะทำงานหรือกรรมการชุดย่อยที่จะเข้ามาเสริมการทำงานให้เป็นไปตามแนวทางหรือนโยบายนั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะประกอบด้วย ฝ่ายปฏิบัติการที่เข้าใจเหตุปัจจัยแห่งปัญหาต่างๆ


ทั้งนี้ ในส่วนงานด้านธุรการ ต้องเรียนว่าเจตนารมณ์ของคณะกรรมการบังคับใช้กฎหมายมิได้มีเจตนาที่จะเพิ่มหรือขยายองค์กรในระบบราชการ แต่มุ่งเน้นที่จะอาศัยองคาพยพที่มีอยู่เดิมหรือใช้การเกลี่ยกำลังคนและทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดผลิตภาพ (productivity) สูงสุด ประการสำคัญจะเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ต้องการใช้อำนาจซ้อนอำนาจดังที่มีการเข้าใจกันคลาดเคลื่อน เพราะสภาพบังคับตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ยังคงมีอยู่ และจะยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางกรอบกติกาให้ผู้ปฏิบัติเกิดความยำเกรงหากละเมิดไม่ปฏิบัติตามแนวทางของกฎหมาย


ถือได้ว่าสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้นำเสนอนี้เป็นความหวังของคนในสังคมที่ปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายที่จะเพิ่มช่องทางให้ประชาชนได้ส่งเสียงทวงสิทธิของตนได้อย่างชอบธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งวิธีการที่คณะกรรมการกลางนี้จะนำมาใช้จะเน้นการส่งเรื่องไปยังผู้มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้พิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่จะไม่ใช่ผู้ถือแส้หรือใช้วิธีการลงดาบเอาผิดกับผู้หนึ่งผู้ใดด้วยตนเอง


นี่คือ อีกหนึ่งผลงานของการปฏิรูปประเทศที่ไม่อิงแอบกับผลประโยชน์ใดๆ และมิได้มีความคาดหวังจะสร้างองค์กรใดๆ ขึ้นมารองรับบุคคลที่จะมาแสวงหาประโยชน์ต่อเนื่องจากการเป็น สปช. หรือ สนช. แม้แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดังที่มีการสาดโคลนกันอยู่เนืองๆ