“หุ้น” ที่บัฟเฟตต์ชอบ...มากที่สุด

“หุ้น” ที่บัฟเฟตต์ชอบ...มากที่สุด

ผมคิดว่าคุณผู้อ่านหลายท่านต้องรู้จัก วอร์เรน บัฟเฟตต์แน่ๆ ใช่แล้วครับ...บัฟเฟตต์เขาคือ หนึ่งในมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งมากที่สุดในโลก

เขาร่ำรวยมาจากการลงทุนโดยการซื้อหุ้นหรือการซื้อทั้งบริษัทหลายต่อหลายแห่งในโลก ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าเขาจะซื้อหุ้นตัวโน้นตัวนี้ ก็จะทำให้นักลงทุนเป็นจำนวนมากพยายามเลียนแบบโดยการซื้อหรือขายหุ้นตามด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “อยากจะรวย..แบบบัฟเฟตต์”


บทความหนึ่งในนิตยสารฟอร์บส์ ที่มีชื่อว่า “5 Stocks to Buy to Be Like Buffett” ที่เขียนโดยคุณโจนาส เอลเมอร์ราจี (Jonas Elmerraji) ได้พูดถึงหุ้นจำนวน 5 ตัวที่บัฟเฟตต์ชอบลงทุน บทความดังกล่าวได้ให้แนวคิดถึงสาเหตุที่บัฟเฟตต์อยากลงทุน ผมจึงเรียบเรียงขึ้นมาใหม่เพื่อให้คุณผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับหุ้นในบ้านเราได้บ้าง ดังนี้ครับ


หุ้นตัวที่หนึ่งศูนย์โรคไตดาวิตา (Davita Kidney Center)


ดาวิตา เป็นศูนย์การแพทย์ที่ดูแลเฉพาะโรคไตและการกรองของเสียออกจากไต จากจำนวนคลินิกที่ให้บริการแก่ผู้ป่วยทั่วสหรัฐอเมริกามากกว่า 1,700 แห่ง โดยผู้ป่วยทั้งหมดมีปัญหาโรคไตทั้งระยะเริ่มต้นและระยะเรื้อรังปัจจุบันบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ มีหุ้นอยู่ในดาวิตาคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.6 เปอร์เซ็นต์


คลินิกโรคไตดาวิตา มีจุดขายที่แข็งแกร่งมากในตลาดนั่นคือ การรักษาโรคไตนั้นมักจะทำให้ผู้ป่วยต้องแวะเวียนเข้ามาที่คลินิกอยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่การฟอกไตที่ต้องเข้ามารักษาทุกไตรมาส ทุกเดือน หรือทุกสัปดาห์ ไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือการปลูกถ่ายไต ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ามารับบริการอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้ว..ซ้ำอีก


หุ้นตัวที่สอง บริการการขายสินค้าทางโทรทัศน์ไดเร็คทีวี (DirectTV)


ไดเร็คทีวี ผู้เป็นเจ้าของเครือข่ายทีวีดาวเทียมรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาด้วยมูลค่าสูงถึง 30.4 พันล้านดอลลาร์ และมีสมาชิกรับชมเกือบ 20 ล้านคน ทุกวันนี้เบิร์กไชร์มีหุ้นไดเร็คทีวีสูงถึง 3.4 เปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมด


ไดเร็คทีวีมักจะเน้นไปที่ผู้ชมที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าสูง ลูกค้าที่ชอบอยู่บ้านและซื้อของต่างๆ ที่ได้รับข้อมูลมาจากการรับชมโทรทัศน์ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ไดเร็คทีวีสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจำนวนมหาศาล นอกจากนั้นการออกอากาศต่างๆ ของไดเร็คทีวียังทำผ่านระบบทีวีดาวเทียม ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มจำนวนผู้รับชมมากขึ้น..มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากเปรียบเทียบกับระบบอื่น เช่น ระบบสายเคเบิล เป็นต้น


หุ้นตัวที่สาม ลิเบอร์ตี มีเดีย บริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในธุรกิจสื่อสาร


หากเราพูดถึงไดเร็คทีวีแล้ว เราก็ควรพูดถึง..ลิเบอร์ตี มีเดียด้วย เพราะลิเบอร์ตีจะมีความเชี่ยวชาญในการซื้อหุ้นสื่อสารตัวยง ลิเบอร์ตีเคยถือหุ้นไดเร็คทีวีสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์และเพิ่งจะขายทำกำไรอย่างงดงามออกมา ในปัจจุบันเบิร์กไชร์ก็ได้ถือหุ้นลิเบอร์ตีเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านหุ้นหรือ 2.68 เปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมด


ข้อดีอีกข้อหนึ่งของลิเบอร์ตีก็คือ มักจะถือหุ้นในบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤติขึ้น ก็ยังสามารถที่จะขายหุ้นเหล่านี้ออกไปได้ แม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็ตาม


หุ้นตัวที่สี่ ธนาคารนิวยอร์กเมลลอน (Bank of New York Mellon)


ธนาคารนิวยอร์กเมลลอนมักที่จะเน้นไปที่การให้บริการในการบริหารสินทรัพย์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้จากค่าธรรมเนียมการให้บริการจำนวนมหาศาล จึงแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่มักจะรับฝากและปล่อยกู้ และหารายได้จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย เมื่อตลาดเริ่มมีปัญหาก็มักจะเกิดหนี้เสียซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อฐานะของธนาคารเป็นอย่างมาก แต่นิวยอร์กเมลลอนก็จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก


แม้ว่านิวยอร์กเมลลอนจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้เสีย แต่ก็จะได้รับผลจากภาวะการลงทุนที่ตกต่ำ นั่นหมายถึง หากตลาดเกิดมีการลงทุนที่น้อยลง ค่าธรรมเนียมการให้บริการก็จะน้อยลงตามไปด้วย แต่นิวยอร์กเมลลอนก็เคยผ่านช่วงเวลาเช่นนั้นมาแล้ว และยังสามารถประคับประคองให้ธนาคารผ่านมาได้ด้วยดี เบิร์กไชร์จึงเพิ่มขนาดการลงทุนขึ้นมาเป็นสองเท่าโดยปัจจุบันถือหุ้นสูงถึง 5.61 ล้านหุ้น


หุ้นตัวที่ห้า วอลมาร์ท (Walmart)


วอลมาร์ท เป็นบริษัทค้าปลีกสัญชาติอเมริกันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันวอลมาร์ท มีสาขาที่กระจายไปอยู่ทั่วโลกมากกว่าหนึ่งหมื่นสาขา (แต่ยังไม่มีสาขาในประเทศไทยเลย) และมีรายได้มากกว่า 0.45 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 13.5 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยเสียอีก


เมื่อกล่าวถึงวอลมาร์ท เราก็คงต้องคุยกันเรื่องของขนาดที่ใหญ่มโหฬาร พลังการซื้อสินค้าจำนวนมหาศาล ก็ได้ไปบีบบังคับให้บรรดาผู้ผลิตสินค้าต้องปวดเศียรเวียนเกล้าที่จะต้องผลิตสินค้าออกมาให้ถูกที่สุด เพราะหากบรรดาผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ขายแพงกว่าคู่แข่งเพียงเศษเสี้ยวเซ็นต์เดียวก็คงไม่สามารถที่จะคว้าใบสั่งซื้อสินค้าจากวอลมาร์ทได้ วอลมาร์ทจึงสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกมากและทำกำไรต่อหน่วยได้เพียงน้อยนิด แต่ทำกำไรได้จำนวนมหาศาลจากปริมาณยอดขายสินค้าจำนวนมหึมานั่นเอง


อย่างไรก็ตาม หัวใจของการลงทุนก็คือ การ “ซื้อหุ้นถูก” อยู่ดีนั่นคือ ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน ทำให้นึกถึงคำพูดของบัฟเฟตต์ที่ว่า “Price is what you pay. Value is what you get.” แปลตามความได้ว่า “ราคาคือ สิ่งที่คุณจ่ายไป มูลค่าที่แท้จริงคือ สิ่งที่คุณได้มา” นั่นเอง