เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีเรื่องที่เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยเกิดขึ้นจนเป็นข่าวใหญ่ในสื่อต่างๆ และสร้างความกังวลแก่คนไทยไม่น้อย
นั่นคือ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอซีเอโอ (International Civil Aviation Organization- ICAO) ซึ่งเป็นหน่วยงานในองค์การสหประชาชาติ มีหน้าที่วางระเบียบข้อบังคับสำหรับกิจการการบินระหว่างประเทศ ให้เกิดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ รวมทั้งการพัฒนาด้านต่างๆ เกี่ยวกับการบินพลเรือน โดยไอซีเอโอได้ประกาศว่าผลการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทยได้ผลต่ำกว่ามาตรฐาน คือ ได้คะแนน 35.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ ตามข่าวรายงานว่า ทางไอซีเอโอได้เตือนประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2548 เพื่อให้ปรับปรุงมาตรฐานให้ดีขึ้น แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข รวมทั้งยังมีการออกใบอนุญาตให้แก่สายการบินใหม่ซึ่งเป็นสายการบินราคาถูกหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ถึง 42 สายการบินอีกด้วย
กรมการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องมาตรฐานการบินของไทย รวมถึงอำนาจในการออกใบอนุญาตแก่สายการบิน ได้ออกมาแถลงว่า ผลการวัดมาตรฐานความปลอดภัยที่ไอซีเอโอประกาศออกมานั้น ไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย เพราะไอซีเอโอไม่มีอำนาจในการบังคับ และยังบอกว่า การที่กรมการบินพลเรือนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งที่ได้รับการเตือนมาตั้งแต่ปี 2548 นั้น เนื่องมาจากขาดงบประมาณและกำลังคน เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มีผู้โต้แย้งว่า การที่กรมการบินพลเรือนอ้างว่า งบประมาณและกำลังคนไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหามาตรฐานความปลอดภัยของการบินนั้น แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า หากไม่มีงบประมาณและกำลังคนดังที่กล่าวอ้าง แต่ทำไมจึงยังสามารถออกใบอนุญาตให้สายการบินใหม่ได้ถึง 40 กว่าสายการบิน ทั้งๆ ที่การออกใบอนุญาตนั้นต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติของสายการบินที่ยื่นขอใบอนุญาตซึ่งต้องใช้งบประมาณและกำลังคนเป็นจำนวนมากเช่นกัน จึงเป็นที่น่าสงสัยว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่หรือไม่
ทั้งในประเด็นที่ว่า ไอซีโอไม่มีอำนาจบังคับไทยนั้นก็จริงอยู่ แต่เมื่อผลการสำรวจออกมาเช่นย่อมกระทบถึงความน่าเชื่อถือของประเทศต่างที่มีต่อสายการบินของไทย อาจมีการพิจารณาให้สายการบินของประเทศบางสายห้ามบินเข้าประเทศของตนเพราะไม่เชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทย
กรณีดังกล่าวนี้ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศจะใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 จัดตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะให้ลุล่วงโดยเร็ว การที่ใช้อำนาจพิเศษก็เนื่องจากหากใช้อำนาจตามปกติก็จะล่าช้าไม่ทันการณ์ หากประเทศต่างๆ และสหภาพยุโรปพิจารณาแล้วสั่งห้ามสายการบินบางสายของไทยบินเข้าดินแดนของตน ก็จะเกิดความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงต้องใช้อำนาจพิเศษในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้
ที่ยกเรื่องกรมการบินพลเรือนมากล่าวถึงนี้ ก็เนื่องจากมี หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลมาตรฐานในเรื่องต่างๆ พร้อมกับอำนาจออกใบอนุญาตและถอดถอนใบอนุญาตเรื่องที่ตนดูแลซึ่งถือว่ามีอำนาจแบบล้นฟ้าทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่านั้นยังมีอีกมาก หากผู้เขียนเข้าใจไม่ผิด กรมการบินพลเรือนมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการเดินทางทางอากาศ กรมขนส่งทางบกก็มีอำนาจในการควบคุมดูแลการเดินทางทางบก กรมเจ้าท่าก็มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเดินทางทางน้ำ และยังมีหน่วยงานที่ควบคุมดูแลเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เรื่องโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องการก่อสร้าง เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความสงสัยว่า มาตรฐานการทำงานจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับกรมการบินพลเรือนหรือไม่
กรณีของกรมการบินพลเรือนนับว่าเป็นฝีเม็ดใหญ่ของระบบราชการไทยที่แตกปริออกมาให้เห็น (ไม่อยากเปรียบเทียบกับมะเร็ง เพราะมะเร็งหากเทียบกับฝีที่แตกปริก็คงเป็นระยะสุดท้าย รักษาไม่หาย ตายทางเดียว) สร้างความเจ็บปวดแก่สังคมไทย หากไม่รีบรักษาอย่างรวดเร็ว ปล่อยเอาไว้ก็อาจติดเชื้อเอาได้ เมื่อเชื้อโรคร้ายซึมเข้าสู่กระแสเลือดก็รักษายาก หรืออาจอาการทรุดหนักรักษาไม่ทันตายไปเลยก็ได้
เมื่อฝีปริแตกก็ต้องรีบรักษา หากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษรักษาฝีกรมการบินพลเรือนให้หายได้ทันท่วงที ไม่ต้องรอให้ไอซีเอโอประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างเป็นทางการ จนทำให้ประเทศต่างลดความเชื่อมั่นของสายการบินพลเรือนของไทยที่มีอยู่ 40 กว่าสายด้วยการประกาศห้ามบินเข้าดินแดนของตน ซึ่งหาปล่อยให้ถึงขั้นนั้นก็อาจตายได้
หากใช้อำนาจพิเศษรักษาฝีเม็ดนี้หายขาดได้ ก็อย่าลืมฝีเม็ดอื่นๆ ที่หลบซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังของประเทศไทย หากพบว่าจะกลัดหนองกลายเป็นฝีเม็ดใหญ่สร้างความเจ็บปวดมากมายก็จัดการผ่าออกก่อนมันจะสุกจนปริแตกก็จะดียิ่ง การใช้อำนาจพิเศษเยี่ยงนี้คนไทยส่วนมากคงยอมรับได้ เพราะประโยชน์เกิดแก่ส่วนรวม ไม่ใช่เอื้อแก่ธุรกิจของกลุ่มหรือตระกูลใดโดยเฉพาะ






