คนรวยก็มีทุกข์แบบคนรวย คนจนก็มีทุกข์แบบคนจน ทุกข์ของคนรวยคือคนมักขอเงินและเบี้ยวหนี้
ส่วนทุกข์ของคนจนก็คือต้องเที่ยวขอเงินและเป็นหนี้เขาความสัมพันธ์ (และความทุกข์) ของประเทศรวยและประเทศจนก็คล้ายๆ กัน
จีนเป็นประเทศที่ “รวย” ด้วยเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงสุดในโลกถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนประกาศตั้งธนาคารลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB: Asian Infrastructure Investment Bank) พร้อมลงขันทันที 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับความล้มเหลวของสหรัฐฯ ที่ไม่สามารถยับยั้งประเทศพันธมิตรเข้าร่วมกับจีนได้ (อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ไทย และประเทศต่างๆ รวม 44 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งธนาคาร AIIB) และคาดหมายกันว่าจีนจะทุ่มเม็ดเงินมหาศาลในประเทศยากจนเพื่อตักตวงทรัพยากรและเสริมสร้างบารมีในเวทีระหว่างประเทศ
วันนี้ผมจะเล่าอีกมุมหนึ่งให้ฟังความจริงก็คือ จีนได้หว่านเงินทั่วโลกมานานแล้ว แถมถูกเบี้ยวหนี้ไปไม่น้อย สำหรับการตั้งธนาคาร AIIB อาจมองได้ว่าเป็นกลยุทธ์ใหม่ของจีนที่จะหว่านเงินอย่างรอบคอบขึ้น โดยลดความเสี่ยงที่จะถูกขอเงินและถูกเบี้ยวหนี้จนเจ็บตัวแบบในอดีต
ที่ผ่านมานั้น จีนหว่านเงินลงในประเทศยากจน โดยเฉพาะในประเทศเผด็จการที่ฝรั่งไม่ค่อยอยากยุ่งด้วย จีนก็เข้าไปตีสนิทกับผู้นำประเทศเหล่านั้นและปล่อยเงินกู้และนำเงินเข้าไปลงทุนปริมาณมหาศาล แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางทรัพยากรเพื่อตอบสนองการเติบโตที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้โดยที่จีนนึกว่าประเทศเผด็จการหรือรัฐบาลที่ไปตกลงด้วยจะเหมือนกับจีน คือ มีเสถียรภาพและรักษาสัญญาไปตลอดรอดฝั่ง แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา กลับพบเจอทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองรุมเร้าประเทศเหล่านั้น จนทำให้การปล่อยกู้และการลงทุนของจีนหลายแห่งเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
เริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ตกลงมาก ทำให้ประเทศเวเนซุเอลา ดูท่าจะไม่สามารถจ่ายคืนเงินกู้จำนวน 56,300 ล้านดอลลาร์ที่จีนปล่อยกู้ได้ แม้จะตกลงให้จ่ายเป็นน้ำมันได้ก็ตาม (คิดเป็นจำนวนกว่าครึ่งของเงินกู้ทั้งหมดที่จีนปล่อยกู้ประเทศในลาตินอเมริกา) เช่นเดียวกัน ประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งกู้เงินจากธนาคารนำเข้าและส่งออกของจีนไปถึง 5,300 ล้านดอลลาร์ ประเทศซิมบับเวที่กู้รัฐบาลจีน 2,000 ล้านดอลลาร์ (แต่เดิมต้องการกู้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์) และประเทศอาร์เจนตินาซึ่งกู้ไป 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ล้วนดูเหมือนจะมีปัญหาในการชำระหนี้เพราะพิษเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ก็ส่งผลกับเงินกู้และเงินลงทุนของจีนรวมทั้งนำไปสู่กระแสต่อต้านจีนเมื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจ ตัวอย่างเช่นในยูเครน ที่จีนมีเป้าลงทุนและปล่อยกู้เป็นเงินรวม 18,000 ล้านดอลลาร์ก็ต้องหยุดชะงักลงหลังเกิดวิกฤติกับรัสเซีย, ในประเทศศรีลังกา การปล่อยกู้และการลงทุนของจีนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง ประธานาธิบดีที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ประกาศทบทวนโครงการสร้างเมืองท่ามูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ที่จีนเริ่มลงเม็ดเงินไปแล้ว และขอเจรจาเงื่อนไขใหม่ทั้งหมดกับจีน, ปิดท้ายด้วยกรณีของพม่า ซึ่งรัฐบาลใหม่ประกาศทบทวนโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลทหารเดิมไปตกลงกับจีนไว้มูลค่าถึง 3,600 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น รัฐบาลพม่ายังหยุดเดินหน้าโครงการรถไฟมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ที่เคยตกลงไว้เพราะมีปัญหากับเงื่อนไขเดิมที่ให้จีนเป็นผู้เดินรถและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ยาวนานถึง 50 ปี
นักวิเคราะห์ชาวจีน เริ่มมองว่าการเดินเกมหว่านเงินในประเทศต่างๆ ของจีนที่ผ่านมานั้น ดูท่าจะได้ไม่คุ้มเสียทั้งความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งชื่อเสียงว่าด้วยความโปร่งใสของการปล่อยกู้และการลงทุนในโครงการต่างๆ จึงมีเสียงเรียกร้องภายในวงการนโยบายของจีนให้รัฐบาลดำเนินการปล่อยกู้ในต่างประเทศให้รอบคอบมากขึ้น รวมทั้งสร้างกลไกที่ยั่งยืนในการปล่อยกู้ แทนที่จะเป็นการหว่านเงินปริมาณมหาศาลเอาง่ายๆ เพียงแค่ปิดประตูตกลงผลประโยชน์กับผู้นำของอีกประเทศ
รัฐบาลจีนจึงเริ่มวางเกมใหม่โดยจะเปลี่ยนมาเน้นการปล่อยกู้ภายใต้องค์กรที่เป็นทางการจึงเป็นที่มาของการจัดตั้งธนาคาร AIIB ซึ่งนำโดยจีน เพื่อให้มีการวางระบบการพิจารณาโครงการลงทุนที่โปร่งใสมากขึ้น พร้อมกับกระจายความเสี่ยงด้วยการให้หลายๆ ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกและให้ภาคเอกชนของประเทศสมาชิกเข้าร่วมลงทุนด้วยได้โดยการที่จีนต้องตั้งธนาคาร AIIB ขึ้นมานั้น เพราะองค์กรการเงินในระดับนานาชาติที่มีอยู่ ล้วนถูกควบคุมโดยประเทศมหาอำนาจอื่น กล่าวคือ สมาชิกที่ทรงอิทธิพลสูงสุดใน World Bank คือสหรัฐอเมริกา, ใน IMF คือยุโรป, และใน Asian Development Bank (ADB) คือญี่ปุ่น
เป้าหมายของการปล่อยกู้และลงทุนภายนอกประเทศของจีนเองก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีเป้าหมายเพื่อตักตวงทรัพยากรเป็นหลัก เช่น ต้องการผลตอบแทนเป็นน้ำมันหรือแร่พลังงาน แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันลดต่ำลง และเศรษฐกิจจีนเองก็เริ่มชะลอตัว จึงไม่ได้มีความต้องการทรัพยากรน้ำมันและแร่พลังงานอย่างร้อนแรงดังในอดีตเป้าหมายใหม่ของจีนในการปล่อยกู้และลงทุน ก็คือ การเปิดตลาดใหม่ให้กับธุรกิจก่อสร้างของจีนและช่วยดูดซับกำลังการผลิตส่วนเกินในภาวะที่เศรษฐกิจภายในซบเซาดังนั้นจึงทำให้จีนต้องประเมินความคุ้มค่าของการปล่อยกู้และการลงทุนที่เป็นระบบมากกว่าความคิดง่ายๆ ในสมัยก่อนว่าพร้อมทุ่มเงินเต็มที่เพื่อแลกเปลี่ยนน้ำมันหรือแร่พลังงาน
นอกจากตัวธนาคาร AIIB ซึ่งจีนตั้งขึ้นใหม่แล้ว จีนยังได้ประกาศตั้งกองทุนเส้นทางสายไหมโดยอัดฉีดเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์เข้ากองทุนดังกล่าวเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเส้นทางสายไหมเชื่อมทวีปเอเชียกับยุโรปและเชื่อมเส้นทางการค้าในทะเลจีนใต้นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (NDB: New Development Bank) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India, China) โดยมีทุนก่อตั้ง 100,000 ล้านดอลลาร์ องค์กรทั้ง 3 แห่งนี้ล้วนก่อตั้งขึ้นภายในรอบหกเดือนที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการเดินเครื่องประชาสัมพันธ์วิสัยทัศน์การสร้างเส้นทางสายไหมแห่งอนาคต หรือ “One Belt One Road” ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งวิสัยทัศน์ดังกล่าวจำต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนปริมาณมหาศาลในการสร้างเครือข่ายคมนาคมในประเทศต่างๆ และเป็นที่คาดหมายว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้คึกคักอีกหลายสิบปี
แต่ถ้าผู้นำเผด็จการประเทศใดคิดว่าจีนรวยและขอเงินง่ายเพียงเพราะรักและเห็นใจกัน อาจต้องคิดใหม่ เพราะแม้จีนจะประกาศพร้อมทุ่มเงินสร้างเส้นทางสายไหม แต่นั่นก็เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่ครอบคลุมประเทศและโครงการลงทุนจำนวนมากแนวโน้มในอนาคตคือจีนจะรอบคอบในการปล่อยกู้มากขึ้น และทำการตอบรับ (หรือปฏิเสธ) อย่างละเมียดละไมผ่านกลไกขององค์กรการเงินระหว่างประเทศที่ตนตั้งขึ้นเนื่องด้วยปริมาณเงินที่ชาติต่างๆ ต้องการมีจำนวนมหาศาล จีนย่อมต้องมีการประเมินลำดับความสำคัญของโครงการในแต่ละประเทศ โดยมองผลประโยชน์ที่จีน (และธุรกิจของจีน) จะได้รับในโครงการนั้นๆ เป็นสำคัญ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละประเทศต้องชั่งน้ำหนักและรักษาผลประโยชน์ของตนให้เหมาะสมโดยพิจารณาว่าแต่ละโครงการนั้น Win-Win หรือไม่ เพียงใด






