วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

หุ้นการบินร่วงเกินเหตุ

หุ้นการบินร่วงเกินเหตุ

กรณีที่ ICAO หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ประเมินมาตรฐาน การดูแลธุรกิจการบินแต่ละประเทศ

      ตรวจสอบการทำงานกรมการบิน พลเรือนไทย (บพ.) ผู้มอบใบอนุญาตให้สายการบินในประเทศไทย พบว่า ต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ห้ามไม่ให้สายการบินไทยเพิ่มเที่ยวบินเหมาลำ รวมถึงเพิ่มจุดบินใหม่ๆ สร้างความกังวลใจโยงไปถึงการดำเนินธุรกิจ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะรับรู้

สิ่งแรกที่จะสะท้อนผลกระทบอันดับแรกคือ ราคาหุ้น เมื่อมีข่าวร้ายเกิดขึ้นไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ราคาหุ้นก็จะตอบรับในทันที เช่นเดียวกัน หุ้นสายการบิน 4 แห่งประกอบด้วย บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด(มหาชน) AAV บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) THAI บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) AOT บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) NOK

เมื่อย้อนพิจารณาราคาหุ้นจะพบว่าปรับลดลงเกือบทั้งกลุ่มยกเว้นหุ้นการบินไทย ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.11% ขณะที่ หุ้นเอเอวีปรับ ลดลงมากสุด 13.79% หุ้นเอโอที ลดลง 2.01% หุ้นนกแอร์ ลดลง 9.38%

บล.เอเซียพลัส ระบุว่าภาครัฐฯ กำลังเร่งแก้ไขปัญหา หลัง บพ. สอบตกมาตรฐานการบิน จนบางประเทศห้ามเพิ่มเที่ยวบินเหมาลำและจุดบิน แต่ เชื่อว่าจะไม่เกิดกรณีร้ายแรงห้ามบินไปต่างประเทศ ขณะที่หุ้นหลายบริษัทน่าจะปรับตัวลงแรงเกินเหตุแล้ว

ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้จะมีหลายสายการบินได้รับผลกระทบ เช่น นกสกู๊ต ถือหุ้นทางอ้อม 24% สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และเอเชีย แอตแลนติก แอร์ไลน์ ยกเว้นเอเอวี น่าจะกระทบจำกัด เพราะ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ แม้เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีถือหุ้นระหว่างกัน ดังนั้น จึงกระทบเพียงแต่การเปิดจุดบินใหม่ในจีน หากรัฐฯแก้ไขตามกำหนดเวลา ยังน่าจะมีลุ้นเปิดได้ทันตามกำหนดในไตรมาส 4/58

ผลกระทบน่าจะส่งผลมาที่เอโอทีเป็นหลักในฐานะผู้ให้บริการสนามบินหลักของประเทศ แต่ถ้าพิจารณาข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมออกมาระบุว่า มาตรการต่างประเทศรอบนี้ กระทบเที่ยวบินเช่าเหมาลำจำนวน 400 เที่ยว และผู้ใช้บริการ 1 แสนคน พบว่านับเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับภาพรวมเที่ยวบิน และผู้ใช้บริการโดยรวมในแต่ละปี คือ 0.06% และ 0.1% ตามลำดับ เท่านั้น

ฝ่ายวิจัยยังได้ทำการศึกษามูลค่าพื้นฐานเอโอทีกรณีกำหนดให้เที่ยวบินเหมาลำ และผู้โดยสารที่เดินทางโดยเที่ยวบินประเภทดังกล่าวซึ่งปกติสูงไม่เกิน 5% ของเที่ยวบินทั้งหมด ถูกยกเลิกทั้งหมด คาดจะกดดันให้กำไรสุทธิเอโอทีหายไปราว 15% จากประมาณการเดิม

บล.ทิสโก้ เชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะสั่งให้กระทรวงคมนาคม ปฏิบัติตามมาตรฐานของทาง ICAO ให้ได้ทันที แม้นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเกี่ยวข้องกับประเทศข้างต้น แต่ประเมินว่าเที่ยวบินเช่า เหมาลำคิดเป็นเพียง 4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ในปีก่อนหากสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30 ล้านคนก็คงโดนกระทบในจำนวน 4% เช่นกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างรวด เร็วในการแก้ปัญหานี้

เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว หากใครสนใจลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ ถึงเวลาที่จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสของการลงทุน