วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยจะหลุดจาก Perfect Storm นี้ได้อย่างไร?

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”

 ว่าภาคส่งออกของไทยขณะนี้ถือว่าเป็น Perfect Storm เพราะมีปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาพร้อม ๆ กันหลายเรื่องเช่น

    ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าว, ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ยางพาราคู่ค้าคู่แข่งไทยกำลังซื้อตก แรงซื้อก็หายไปเยอะทั้งจีน ยุโรป ญี่ปุ่นและยังโดนยุโรปตัดจีเอสพีคุณภาพสินค้าไทยไม่ทันสมัย ไม่ทันเทคโนโลยี ตกเทรนด์ สินค้าของมาเลเซีย ไต้หวัน ล้ำหน้ากว่าไทยและไม่มีตัวชูโรง ตัวอย่างรถยนต์ที่เป็นตัวเก่งของไทยมาก่อนก็ต้องระวัง เพราะขณะนี้ญี่ปุ่นไปตั้งฐานที่อินโดนีเซียมากขึ้น ไทยต้องหาตัวเก่งตัวอื่น

แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความหวัง เพราะราคาสินค้าเกษตรคงเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ และคู่ค้าของไทยก็จะต้องฟื้นในวันหนึ่งข้างหน้า และไทยก็ต้องหา “ตัวเก่ง” ตัวใหม่

หลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ก็คงต้องรอให้สถานการณ์กระเตื้องไปเองเสียก่อน แต่หลายปัจจัยที่เราควบคุมได้ยังเป็นปัญหา เพราะ Perfect Storm ที่ว่านี้หลายส่วนเกิดจากความล้าหลังและความไร้ประสิทธิภาพของเราเอง

วิเคราะห์สาเหตุที่ตัวเลขส่งออกของไทยเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาลดลง 6.14% ถือว่าลดต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ก็จะพบความจริงที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่ารายการสินค้าส่งออกของไทยทุกวันนี้ มี “มูลค่าเพิ่ม” น้อยลงไปทุกวัน

ที่ตัวเลขตกต่ำมากเพราะการส่งออกทองคำและน้ำมันที่ลดฮวบถึง 66% เหตุเพราะราคาตลาดโลกตกต่ำลงมาก อีกทั้งเมื่อราคาข้าว ยางและน้ำตาลทรุดลงด้วย ก็กลายเป็นวิกฤตทับซ้อนขึ้นมาทันที

สินค้าอุตสาหกรรมที่ยังพอจะมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นบ้างก็เป็นรายการเก่า ๆ ที่เราหากินมาตลอดไม่ว่าจะเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์, แผงวงจรไฟฟ้า, รถจักรยานยนต์, ส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบหรือวัสดุก่อสร้าง, ไก่สดแช่แข็ง, อาหารแปรรูป และมันสำปะหลัง

ซึ่งล้วนเป็นรายการสินค้าเก่าที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเพิ่มมูลค่าให้ยั่งยืนมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว

เราไม่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะเป็นสินค้าเพิ่มมูลค่าเพิ่มเหมือนที่ประเทศอื่น ๆ เขาพยายามจะทำเพื่อเพิ่มความสามารถของการแข่งขันเพราะเราไม่เห็นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา และการทุ่มงบประมาณเพื่อทำการ “วิจัยและพัฒนา” หรือ Research & Development (R&D)

คนระดับรัฐมนตรีคนหนึ่งเคยปรารภกับผมว่า “ผมอายเขามากเลยที่เป็นรัฐมนตรีแล้ว เวลาไปหาผู้นำประเทศอื่น จะต้องอ้อนวอนขอร้องให้เขาซื้อข้าวและยางพาราของเรา กี่ปีกี่ชาติเราก็ยังย่ำอยู่กับที่ ต้องขอให้คนอื่นมาซื้อสินค้าเดิม ๆ ของเรา เราไม่มีอะไรที่ประเทศอื่นเขาวิ่งมาหาแล้วบอกว่าต้องการซื้อจากเราเป็นพิเศษเลย...”

สะท้อนว่านอกจากเราจะติด “กับดักรายได้ปานกลาง” แล้ว ประเทศไทยยังติด “กับดักของความเฉื่อยชา” ว่าด้วยการสร้างชาติด้วยการรุกทางนวัตกรรม โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเป็นอาวุธสำคัญที่สุดของทุกประเทศ

คนอื่นเขาข้ามจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล แต่ของเราแม้จะอ้างว่ามีกระทรวงใหม่ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว แต่ก็ยังคิดยังทำแบบอนาล็อกเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักการเมืองที่อาสามาบริหารประเทศ แต่ไร้วิสัยทัศน์ของการสร้างชาติสร้างบ้านเมืองอย่างแท้จริง

  “ปฏิรูป” รอบนี้คงยังไม่อาจจะพลิกสถานการณ์ของ Perfect Storm ได้ แต่ถ้าเอกชนของไทยต้องเล่นบทรุกและนำหน้าข้าราชการและนักการเมือง จึงพอจะเห็นความหวังที่จะหลุดออกจากพายุที่ถาโถมจากทุกทิศทางนี้