วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ชนชั้นกลางระลอกสุดท้ายในสังคมไทย (จบ)

ชนชั้นกลางระลอกสุดท้ายในสังคมไทย (จบ)

การเปลี่ยนบทบาทและการขยายตัวของรัฐจากทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมา ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไพศาลและลึกซึ้ง

ที่สำคัญได้แก่ การขยายตัวเข้าไปในชนบททั้งทางด้านควบคุมและบริการ ซึ่งได้ทำให้ “ชาวบ้าน” เริ่มเกิดสำนึกของความเป็น “พลเมือง” เพราะได้รับผลประโยชน์จากรัฐมากกว่าที่เคยได้รับมาและเป็นการได้รับผลประโยชน์จากรัฐในฐานะที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองไทย


พร้อมกันไปกับการขยายตัวของรัฐ การขยายตัวของการผลิตเชิงพาณิชย์และการผลิตภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวได้เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนในชนบทเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองด้วยการเข้าสู่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการขายเต็มตัวและการเข้าสู่การทำงานด้วยความสามารถส่วนตัวแม้ว่าจะเป็นความสามารถในระดับที่ไม่สูงมากนัก


ทางกระบวนการการขยายตัวของรัฐและการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ทำให้เกิดการขยายตัวรุ่นของชนชั้นกลางรุ่นสุดท้ายขึ้นในสังคมไทยเพราะทุกคนในภาคชนบทล้วนแล้วแต่เข้ามาสู่การเป็น “ชนชั้นกลาง” ดังกล่าวจนหมดสิ้นแล้ว ตัวอย่างของน้องปาเกอะญอในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่ได้อยู่แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ลูกหลานของพี่น้องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เข้าสู่ระบบการศึกษาแบบทางการและเข้าสู่การทำงานเฉพาะด้านจนหมดสิ้น


กล่าวได้ว่าสังคมไทยทั้งหมดกลายเป็นสังคมของ “ชนชั้นกลาง” แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเวลาของการก่อรูปสังคม ดังนั้น จึงยังไม่ใช่สังคมชนชั้นกลางในความหมายที่มีความใกล้เคียงกันทางรายได้และเสมอภาคกันทางด้านการเมืองวัฒนธรรม ทางด้านรายได้ ก่อนการรัฐประหารมีงานวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่พบว่าสัดส่วนคนยากจนในสังคมไทยลดลง แต่มีคนที่ “เกือบจน” อีกประมาณเจ็ดล้านคน


กลุ่มคน “เกือบจน” เหล่านี้เป็นผู้ที่หลุดออกมาจากการทำงานภาคเกษตรมาสู่การทำงานภาคไม่เป็นทางการ ความสม่ำเสมอของรายได้ไม่คงที่ แม้ว่าคนเหล่านี้จำนวนมากยังคงพำนักอาศัยในพื้นที่ชนบท แต่ชีวิตจริงสัมพันธ์อยู่กับระบบเศรษฐกิจใหญ่ของสังคม


ดังนั้น แม้ว่าสังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมชนชั้นกลางแต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในรูปของสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแนวตั้งหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่ารูปแบบเพชร หากแต่ยังคงเป็นรูปแบบของสามเหลี่ยมฐานกว้างอยู่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในช่วงหลังทศวรรษหลังนี้


ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมชนชั้นกลางที่มีหลายระดับของความเป็นชนชั้น ก็คือ ความปรารถนาของแต่ละกลุ่มหรือแต่ละชั้นในชนชั้นกลาง (ด้วยกัน) ในการที่จะจัดความสัมพันธ์กับรัฐนั้นแตกต่างกันไป ซึ่งได้ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมายาวนานกว่าสิบปี


กลุ่มคนที่ทำงานให้ทักษิณ ชินวัตรจำนวนหนึ่งมองเห็นแรงปรารถนาที่ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของพี่น้องคนในชนบทที่เกิดขึ้น จึงได้สร้างนโยบายที่เอื้ออำนวยให้แก่การปรับเปลี่ยนตัวเองของพี่น้องชนบท แต่ไม่สามารถที่จะอธิบายหรือทำความเข้าใจในนโยบายเช่นนี้ให้แก่ชนชั้นกลางกลุ่มก่อนหน้านี้ได้ ทั้งๆ ที่หากชนชั้นกลางรุ่นสุดท้ายนี้เข้มแข็งขึ้นทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมและต่อชนชั้นกลางเก่าด้วย


นอกจากไม่มีความสามารถในการอธิบายความเปลี่ยนแปลงนี้ให้กระจ่างแก่สังคมแล้ว ทักษิณ ชินวัตร กลับพยายามหาฐานเสียงโดยไม่คำนึงถึงความแตกแยกของผู้คน ดังที่เห็นถึงความพยายามจะเป็น “ฮีโร่” ของคนจนอย่างเดียว และไม่ได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการทำให้เกิดการเคลื่อนของทั้งสังคม จึงยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างภายในชนชั้นของชนชั้นกลางจึงไม่ใช่เพียงแค่ความแตกต่างในระดับฐานะ หากนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดด้วย การพูด (คนเดียว) รายสัปดาห์ของทักษิณในช่วงหลังๆ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีวิสัยทัศน์ต่อการนำพาสังคมเคลื่อนไปข้างหน้า นอกจากการหาฐานเสียงเท่านั้น


น่าเสียดายที่ ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคมไทยกำลังจะเปิดโอกาสให้แก่การปรับตัวแก่ผู้คนจำนวนมากที่จะได้เข้ามาสู่การร่วมกันสร้างสังคมชนชั้นกลางใหม่ แต่การสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่จะครองอำนาจของนักการเมืองกลับทำให้โอกาสที่คาราคาซังอยู่ และยังไม่เดินไปข้างหน้าได้


รัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมาเกือบปีก็มองไม่เห็นประเด็นปัญหานี้ การสร้างนโยบายจำนวนไม่น้อยกลับเป็นการซ้ำเติมพี่น้องในชนบทเพราะคิดได้แบบชนชั้นกลางรุ่นเก่า เช่น นโยบายที่ดิน/ที่ป่า ซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อนของพี่น้องมากมาย รัฐบาลมองไม่เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขที่ทรุดต่ำลง การใช้งบประมาณที่จะทำไปสู่การจ้างงานหรือผลิตงานนั้นจะมุ่งไปสู่คนกลุ่มใด


ที่สำคัญ รัฐบาลทหารมองไม่เห็นแนวทางการสร้างความเข้าใจร่วมกันของชนชั้นกลางทั้งหมดว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนเข้าสู่สังคมชนชั้นกลาง ซึ่งต้องการพลังรวมกันในการผลักดันสังคมทั้งหมด พวกเขามองเห็นแต่การกลับไปสู่ “ความเป็นไทย /ความสามัคคี” แบบเดิมๆ ซึ่งไม่ได้ผลทางจิตใจแต่ประการใด


แม้ว่าจะไม่รู้ว่าการเลือกตั้งที่ครั้งต่อไปจะมาเมื่อไร แต่ก็หวังไว้ว่าน่าจะมีพรรคการเมือง “ใหม่” ที่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางด้วยกันได้รับเลือกตั้งเข้ามาบ้าง เพื่อที่จะทำให้เกิดพลังร่วมกันในการผลักดันสังคมไทย ที่เน้นว่าพรรคการเมือง “ใหม่” ก็เพราะว่าพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค อันได้แก่ ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ไม่มีทางที่จะเป็นทางเลือกให้แก่อนาคตสังคมชนชั้นกลางได้ ทั้งสองพรรคจมอยู่กับความสำเร็จในอดีตของตนจนมองไม่เห็นปัจจุบันและอนาคต มิพักต้องพูดถึงพรรคทหาร


การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับสังคมชนชั้นกลางจึงจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะชี้ว่าเราจะไปรอดหรือจะเป็นคนป่วยไข้ที่น่าอนาถในสายตาของสังคมโลก