กัมพูชาจ้างบริษัทสำรวจหาปริมาณสำรองเองจริงหรือ?

กัมพูชาจ้างบริษัทสำรวจหาปริมาณสำรองเองจริงหรือ?

มีการให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างผิดๆ ว่ารัฐบาลกัมพูชาจ้างบริษัทมาเจาะสำรวจหาปริมาณสำรองของแปลงสัมปทานก่อนเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียม

ทำให้ประชาชนคนไทยทั่วๆ ไปเข้าใจผิด (อีกแล้ว) นั่นเป็นเพราะผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจึงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมากครับ ทั้งนี้ เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยต้องลงทุนเจาะหลุมสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมเอง ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ในการอธิบายข้อเท็จจริงในบทความนี้ครับ


ผมได้ข้อมูลประวัติการสำรวจปิโตรเลียมของประเทศกัมพูชาจากกระทรวงทรัพยากรแร่และพลังงานของประเทศกัมพูชาและการปิโตรเลียมแห่งประเทศกัมพูชา (CNPA) มาสรุปให้คร่าวๆ ครับซึ่งทางการกัมพูชารายงานเองว่าการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีความเสี่ยงสูงมากและใช้งบประมาณสูง ไม่สามารถทำการสำรวจด้วยตัวเองจึงต้องให้สิทธิ์แก่บริษัทเอกชนเข้ามาสำรวจ ถ้าสำรวจพบก็จะให้สิทธิ์บริษัทเอกชนนั้นผลิตปิโตรเลียมแล้วมาแบ่งปันผลประโยชน์กัน


จริงๆ แล้วประเทศกัมพูชาก็มีการสำรวจปิโตรเลียมมานานแล้วโดยเปิดโอกาสให้เอกชนต่างชาติที่มีความรู้ เงินทุนและเทคโนโลยีที่ดีกว่าเข้ามาสำรวจ เริ่มต้นตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ที่ได้มีทีมนักธรณีวิทยาชาวจีนได้เข้ามาสำรวจปิโตรเลียมทางภาคพื้นดิน ต่อมาทศวรรษ 1960 ทีมนักธรณีวิทยาชาวโปแลนด์ได้เข้ามาทำการศึกษาและจัดทำแผนที่ทางธรณีวิทยา


และช่วงทศวรรษ 1970 บริษัทเอลฟ์แอนด์เอสโซจากฝรั่งเศสได้รับสัมปทานใน Block I, III, และ IV ในพื้นที่นอกชายฝั่งของประเทศกัมพูชาทำการสำรวจด้วยคลื่นไหวสะเทือนสองมิติและเจาะหลุมสำรวจเพื่อค้นหาปิโตรเลียมจำนวน 3 หลุม แต่ทั้ง 3 หลุมไม่พบปิโตรเลียมแต่อย่างใด ต่อมาปี 1987 นักธรณีวิทยาจากรัสเซียและกัมพูชาทำการศึกษาทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ และระบุแอ่งสะสมตะกอนจำนวน 7 แอ่งโดยแบ่งย่อยเป็น 7 แปลงในพื้นที่นอกชายฝั่งและ 19 แปลงบนบก


ต่อมารัฐบาลกัมพูชาได้ทำสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ที่ประกาศใช้ครั้งแรกในปี 1991 ทั้งหมด 4 แปลง (Block I, II, III, และ IV) กับบริษัทน้ำมันจากอังกฤษและญี่ปุ่นได้แก่เอ็นเตอร์ไพรส์ออยล์ พรีเมียร์ออยล์ อิเดมิตซึและแคมเป็กซ์โดยเจาะหลุมสำรวจ 9 หลุม แต่ไม่พบปิโตรเลียมจำนวน 3 หลุม ส่วนอีก 6 หลุมพบปิโตรเลียมแต่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์


รัฐบาลกัมพูชาให้สิทธิ์สำรวจอีก 2 แปลง (Block V และ VI) แก่บริษัท Woodside Energy และ Australian Petroleum ของประเทศออสเตรเลียในปี 1998 โดยบริษัทนี้ได้ทำการสำรวจด้วยคลื่นไหวสะเทือนสองมิติใน Block V และ VIแต่พบว่าไม่มีศักยภาพจึงไม่มีการเจาะหลุมสำรวจใดๆ เพิ่มเติมและสุดท้ายก็ไม่สามารถทำการพัฒนาแหล่งได้จึงคืนพื้นที่ไป นอกจากนี้ Woodside Energy ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่นอกชายฝั่งตามข้อตกลงกับทางกัมพูชา โดยทำการประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรที่สามารถผลิตได้ (recoverable resources) จากข้อมูลการสำรวจและหลุมสำรวจของผู้รับสัมปทานในอดีตที่ไม่ประสบความสำเร็จอีกด้วยเพื่อให้กัมพูชาจัดทำนโยบายการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมแบบใหม่ขึ้นมา ดังนั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปี 1998 มีการเจาะหลุมสำรวจทั้งหมด 12 หลุม แต่ไม่มีบริษัทใดสามารถพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมได้เนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมไม่มีศักยภาพเพียงพอทุกบริษัทจึงคืนพื้นที่สำรวจแก่รัฐบาลกัมพูชาทั้งหมด


ต่อมาในปี 2002 รัฐบาลกัมพูชาได้ให้สิทธิ์สำรวจแก่บริษัทเชฟรอนโมเอโกะและจีเอสคาลเท็กซ์ใน Block A พื้นที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร (ต่อมาคืนพื้นที่ไปร้อยละ 25 เหลือพื้นที่ 4,709 ตารางกิโลเมตร) ได้ทำการสำรวจด้วยคลื่นไหวสะเทือนสามมิติรวมถึงเจาะหลุมสำรวจและค้นพบปิโตรเลียมในปี 2004 หลังจากนั้นก็มีการเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลเพื่อยืนยันขอบเขตของแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติมแต่ก็ยังไม่สามารถรายงานเป็นปริมาณสำรองได้เนื่องจากการจัดเก็บผลประโยชน์ของกัมพูชาอยู่ในอัตราที่สูงมากไม่เอื้อต่อการลงทุนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์และก็ยังคงตกลงกันไม่ได้จนถึงปัจจุบันซึ่งเวลาผ่านมาแล้ว 11 ปีนับตั้งแต่ค้นพบปิโตรเลียม ต่อมาเชฟรอนตัดสินใจขายหุ้นที่เหลือทั้งหมดให้คริสเอนเนอร์ยีมาลงทุนต่อเมื่อปีที่แล้วด้วยมูลค่า 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯสำหรับ Block A ถือว่ามีความคืบหน้าในการสำรวจมากที่สุดเมื่อเทียบกับแปลงอื่นๆ ที่รัฐบาลกัมพูชาเปิดให้เอกชนรายอื่นๆ เข้ามาลงทุนภายหลังและกำลังดำเนินการสำรวจกันอยู่


ระหว่างปี 2002 - 2006 รัฐบาลกัมพูชาโดยการปิโตรเลียมกัมพูชาได้ทำการศึกษาร่วมกับ Coordinating Committee for Geoscience Programmes in East and Southeast Asia (CCOP) ในโครงการ Petroleum Policy and Management (PPM) เพื่อประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรจากข้อมูลการสำรวจของผู้รับสัมปทานที่ผ่านมาในอดีตดังกล่าวตามรายงานได้มีการเปรียบเทียบผลการศึกษาของทั้ง Woodside Energy (ปี 1998) และ PPM (ปี 2006) เป็นปริมาณทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่สามารถผลิตได้ (recoverable gas resources) แบบ un-risked mean โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของตัวแปรทางธรณีวิทยาใดๆ และไม่คำนึงถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ (Possibility Of Success หรือ POS) ในการค้นพบปิโตรเลียม เป็นปริมาณที่คาดคะเนว่าจะพบในทุกๆ โครงสร้างทางธรณีวิทยาโดยบางพื้นที่ยังไม่มีการเจาะหลุมสำรวจมีเพียงแต่ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนเท่านั้น ถึงแม้บางพื้นที่มีการเจาะหลุมสำรวจแล้วแต่ก็ยังไม่มีการยืนยันถึงขอบเขตของแหล่งปิโตรเลียมรายงานนี้จึงเป็นเพียงการประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรที่สามารถผลิตได้ (recoverable resources) เท่านั้นไม่ใช่ปริมาณสำรอง (reserves) ซึ่งเป็นปริมาณที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก


จากรายงานพบว่าสององค์กรนี้รายงานตัวเลขที่แตกต่างกันมากโดย Woodside Energy รายงานตัวเลขที่ 2.69 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่ PPM รายงานตัวเลขที่ 4.83 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตซึ่งมีความแตกต่างเกือบเท่าตัว ทั้งๆ ที่ประเมินจากข้อมูลการสำรวจเบื้องต้นและข้อมูลหลุมสำรวจชุดเดียวกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานของตัวแปรทางธรณีวิทยาต่างๆ ดังนั้น ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมที่ได้นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จำเป็นต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมเพื่อให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นโดยเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจต่อไป ซึ่งกว่าจะมีความมั่นใจและยืนยันเป็นปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วต้องลงทุนอีกหลายหมื่นล้านบาท


กล่าวโดยสรุป องค์กรทั้งสองแห่งนี้ได้ร่วมกับทางการกัมพูชาประเมินปริมาณทรัพยากรก๊าซธรรมชาติที่สามารถผลิตได้ (recoverable gas resources) ของแอ่งขแมร์ในพื้นที่นอกชายฝั่ง จากข้อมูลหลุมสำรวจที่บริษัทผู้รับสัมปทานในอดีตได้ทำการสำรวจแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่รัฐบาลกัมพูชาจ้างมาเจาะหลุมสำรวจหาปริมาณสำรองเองแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันประเทศกัมพูชายังไม่มีแหล่งใดเลยที่สามารถพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ได้ในเชิงพาณิชย์จึงยังคงรายงานปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว (proved reserves) ของทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเท่ากับ “ศูนย์” หรือไม่มีเลยนั่นเอง


จะเห็นได้ว่าการสำรวจค้นหาแหล่งปิโตรเลียมเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก ที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาก็ไม่ได้เอาภาษีประชาชนมาเสี่ยงลงทุนสำรวจเอง แต่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาสำรวจด้วยเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่รายเดียว


----------------------
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนมิใช่ความเห็นจากองค์กรใด ๆ