อีกบทเรียนของระบบราชการ

อีกบทเรียนของระบบราชการ

กรณีองค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้ตรวจสอบกรมการบินพลเรือน

 กระทรวงคมนาคม ภายใต้โครงการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัย ระหว่างวันที่ 19-30 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย ซึ่งผลการตรวจสอบดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินของประเทศ เนื่องจากมีบางประเทศห้ามเพิ่มเที่ยวบินเข้าประเทศ จนกระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี สั่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สำหรับข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย  จากการตรวจสอบพบว่ากฎระเบียบต่างๆของกรมการบินพลเรือน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคและอุปกรณ์มีไม่เพียงพอเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีกฎเกณฑ์ในการส่งสินค้าอันตราย ซึ่งส่วนแต่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยทางการบินด้วยกันทั้งสิ้น โดยประเด็นดังกล่าวเหล่านี้ ทางไอซีเอโอ ได้เคยเตือนให้กรมการบินพลเรือนเร่งแก้ไขมาตั้งแต่ปี 2548 แต่มีความคืบหน้าน้อยมาก

การตั้งกรรมการขึ้นมาแก้ไขโดยเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี หากจะมองว่าเป็นการแก้ไขเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ผิดนัก และก็หวังว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจะมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาข้อบกพร่อง แต่จากระยะเวลาตั้งแต่การเตือนของไอซีเอโอ จะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาพอสมควรกับการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งบางคนอาจเห็นว่าหากเราทำมาตั้งแต่ต้น ก็เชื่อว่าปัญหาด้านการบินก็คงไม่เกิดขึ้นเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ แต่คำถามก็คือทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม แม้คำเตือนดังกล่าวมีมานาน แต่นับว่าโชคดีที่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุทางอากาศขนาดใหญ่ที่ชี้ชัดว่ามาจากข้อบกพร่องดังกล่าว แต่การตื่นตัวในครั้งนี้เมื่อผลสอบดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อการบินของประเทศ ทำให้เรากลับไปทบทวนถึงสถานการณ์หลายเรื่องในอดีตที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศ กล่าวคือ การแก้ปัญหาของหน่วยงานรัฐมักจะมีในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ จะเริ่มแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อปัญหาเริ่มส่งผลกระทบแล้ว

หากใครยังจดจำกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 จะเห็นได้ว่ามีการกล่าวโทษกันไปมาว่าใครเป็นต้นเหตุทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น แต่กล่าวโดยสรุปแล้วก็ปรากฏว่ามีความบกพร่องไปแทบทุกด้านด้านในการดูแลสถานการณ์อุทกภัย ตั้งแต่มาตรการป้องกันจนถึงการแก้ไขสถานการณ์ โดยหลังจากนั้น เราก็มาตั้งหน้าตั้งตาวางแผนเพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจนบัดนี้โครงการต่างๆเพื่อป้องกันน้ำท่วมยังไปไม่ถึงไหน นอกจากสร้างกำแพงป้องกัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรมการบินพลเรือนก็ไม่สภาพไม่ต่างกันมากนัก กล่าวคือ เราไม่สามารถวางแผนแก้ไขได้ก่อนปัญหาจะเกิดขึ้นจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐหรือกลไกของรัฐยังไม่สามารถป้องกันปัญหาได้ โดยรอให้เกิดปัญหาขึ้นมาก่อนจึงเร่งแก้ไขเหมือนกรณีอื่นๆ และลักษณะเช่นนี้อาจเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในหลายหน่วยงาน คำถามก็คือเราจะทำอย่างไรให้หน่วยงานของรัฐที่มีความสำคัญเช่นนี้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆอย่างทันท่วงที

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูประบบราชการถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ดังนั้นจากบทเรียนกรณีนี้อาจเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงปัญหาการทำงานของหน่วยงานรัฐเองในการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการปฏิรูประบบราชการตามนโยบายของคสช.ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เพราะกำลังจะปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่หน่วยงานเดียว เราจะทำอย่างไรให้หน่วยราชการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศปรับตัวได้อย่างทันท่วงที