วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความหมายของ ‘ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม’ที่ควรรู้

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมเคยเขียนอธิบายนิยามของ “ปริมาณสำรองปิโตรเลียม” หรือ “petroleum reserves” กันไปแล้ว

วันนี้ผมจะมาอธิบายนิยามของคำว่า “ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม” หรือ “petroleum resources” เพิ่มเติมครับ ซึ่งคำว่า “ปริมาณสำรอง (reserves)” กับ “ปริมาณทรัพยากร (resources)” นั้นมีความหมายแตกต่างกันนะครับ โดยที่ผ่านมาได้มีหลายๆ คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนำเอาไปใช้ปนกันอย่างเข้าใจผิด อาจจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายทางด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศที่ผิดพลาด ถ้านโยบายหรือข้อกฎหมายต่างๆ ถูกผลักดันจากกลุ่มที่ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างแท้จริงครับ


เนื้อหาในบทความนี้ ผมอ้างอิงจากการนิยามความหมายของปริมาณสำรองและปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมตามมาตรฐานสากลของ Petroleum Resources Management System (PRMS) ครั้งล่าสุด ปี พ.ศ.2554 เกิดจากความร่วมมือจาก 5 องค์กรระดับนานาชาติทางด้านธรณีวิทยาและวิศวกรรมปิโตรเลียม ประกอบด้วย Society of Petroleum Engineers (SPE), American Association of Petroleum Geologists (AAPG), World Petroleum Council (WPC), Society of Petroleum Evaluation Engineers (SPEE) และ Society of Exploration Geophysicists (SEG) เป็นมาตรฐานสากลที่บริษัทน้ำมันทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้อ้างอิงและนำไปใช้เป็นข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกครับ


ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม (petroleum resources) หมายถึงปริมาณปิโตรเลียมทั้งหมด (total petroleum initiallyin-place) ที่คาดว่าสะสมอยู่ใต้ดินในพื้นที่ที่เราสนใจสามารถจำแนกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ตามลำดับของโอกาสในเชิงพาณิชย์จากน้อยไปหามากคือ 1. ปริมาณทรัพยากที่ไม่สามารถผลิตได้ (unrecoverable resources) 2.ปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟ (prospective resources) 3.ปริมาณทรัพยากรคอนทิงเจนท์ (contingent resources) 4. ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (petroleum reserves) 5. ปริมาณการผลิตปิโตรเลียม (production) ผมจะอธิบายเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ครับ


ลำดับที่ 1 “ปริมาณทรัพยากรที่ไม่สามารถผลิตได้ (unrecoverable resources)” คือปริมาณปิโตรเลียมส่วนที่ไม่สามารถผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน


ลำดับที่ 2 “ปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟ (prospective resources)” คือปริมาณทรัพยากรที่ได้จากการประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ก่อนการเจาะหลุมสำรวจ เช่น ภาพถ่ายทางดาวเทียม การเก็บข้อมูลทางภาคสนาม การสำรวจค่าความเข้มสนามแม่เหล็กโลก (magnetic survey) การสำรวจค่าความโน้มถ่วงโลก (gravity survey) การวัดคลื่นสั่นสะเทือนแบบสองมิติและแบบสามมิติ (2D/3D seismic survey) รวมถึงการเทียบเคียงคุณสมบัติของชั้นหินจากแหล่งข้างเคียงหรือการอานาล็อก (analog) เป็นต้นเนื่องจากยังไม่มีการเจาะหลุมสำรวจลงไปพิสูจน์ว่ามีปิโตรเลียมกักเก็บหรือไม่และมีขอบเขตอย่างไรจึงมีช่วงของตัวเลขปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟค่อนข้างกว้างมากขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ได้ทำการจัดเก็บเบื้องต้นก่อนการเจาะหลุมสำรวจ


ลำดับที่ 3 “ปริมาณทรัพยากรคอนทิงเจนท์ (contingent resources)” หรือตัวย่อ “C” เป็นปริมาณทรัพยากรที่ต่อยอดจากปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟโดยมีการเจาะหลุมสำรวจลงไปพิสูจน์แล้วว่ามีปิโตรเลียมกักเก็บอยู่ในโครงสร้างกักเก็บปิโตรเลียมและสามารถผลิตได้ตามหลักวิชาการของวิศวกรรมปิโตรเลียม ตัวเลขความไม่แน่นอนมักจะมีช่วงที่แคบลงแต่ก็ไม่สามารถนำไปรายงานเป็นปริมาณสำรองได้เนื่องจาก 1) มีปริมาณน้อยเกินไปยังไม่คุ้มทุนด้วยเทคโนโลยีการผลิตปัจจุบัน และ/หรือ 2) ยังไม่สามารถสรุปแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมในเชิงพาณิชย์ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและกฎระเบียบที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันอาจจะต้องมีการสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติม อาจจะต้องเจาะหลุมประเมินผลเพิ่มเติมเพื่อหาขอบเขตที่แน่นอนหรือปรับปรุงสัญญาเงื่อนไขต่างๆ และหาตลาดรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ฯลฯ เมื่อประเมินตัวเลขที่ได้หลังจากการสำรวจแล้วพบว่าตัวเลขมีความมั่นใจว่าสามารถผลิตได้อย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และได้รับการอนุมัติแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต ก็จะเปลี่ยนตัวเลขนี้ไปเป็นปริมาณสำรองปิโตรเลียมหรือตัวย่อ “P” เพิ่มเติมต่อไป


ลำดับที่ 4 “ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (petroleum reserves) คือปริมาณปิโตรเลียมที่กักเก็บอยู่ในแหล่งปิโตรเลียมที่ถูกค้นพบแล้วโดยสามารถผลิตได้ด้วยแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมปัจจุบันอย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและกฎระเบียบที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน” รายละเอียดเรื่องปริมาณสำรองปิโตรเลียมสามารถอ่านบทความของผมย้อนหลังได้ทางเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนครับ


ส่วนลำดับที่ 5 “ปริมาณการผลิตปิโตรเลียม (production)” คือปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตและส่งขายไปแล้ว


บางครั้งเราจะเรียกปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งที่ถูกค้นพบแล้วและยังไม่ถูกค้นพบที่สามารถผลิตขึ้นมาได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันรวมกันว่า “ปริมาณทรัพยากรที่สามารถผลิตได้ (recoverable resources)” หมายถึงถ้ามีทรัพยากรปิโตรเลียมอยู่จริงก็จะสามารถผลิตได้ปริมาณเท่านี้โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์


จากคำอธิบายข้างต้นนั้น แหล่งปิโตรเลียมใดที่อยู่ระหว่างการสำรวจหรือคืนแปลงกลับมาให้รัฐ แล้วรัฐนำกลับมาประมูลใหม่นั้นก็หมายความว่ายังไม่มีการผลิตและยังไม่มีแผนการลงทุนผลิตในเชิงพาณิชย์ดังนั้นรายงานตัวเลข recoverable resources ที่มีอยู่จึงมีเพียงปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟและปริมาณทรัพยากรคอนทิงเจนท์ซึ่งเป็นเพียงตัวเลขประมาณการเบื้องต้นและยังอยู่ในระหว่างการยืนยันผลสำรวจรวมถึงยังไม่สามารถกำหนดแผนพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้


ดังนั้น เมื่อรัฐได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันมายื่นซองประมูลสัมปทานรอบที่ 21 (ที่กระทรวงพลังงานประกาศยกเลิกไปแล้ว) ซึ่งเป็นแปลงเก่าๆ ที่เคยมีการให้สัมปทานสำรวจไปแล้วและผู้รับสัมปทานรายเดิมตัดสินใจไม่ลงทุนต่อเพราะไม่คุ้มจึงคืนแปลงสัมปทานกลับมาให้รัฐ รัฐจึงนำมาเปิดประมูลใหม่เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นๆ ที่อาจจะสนใจมาลงทุนต่อ ทางภาครัฐก็จะมีข้อมูลจากการสำรวจเบื้องต้นทั้งหมดที่ได้จากผู้รับสัมปทานรายเดิมรัฐก็จะประเมินตัวเลขปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมประมาณการคร่าวๆ ดังกล่าว ซึ่งเอกชนที่จะเข้าร่วมประมูลก็ต้องศึกษาข้อมูลและประเมินปริมาณทรัพยากรอีกครั้งเพื่อประกอบการตัดสินใจในการยื่นซองประมูลและวางแผนการลงทุน ซึ่งกว่าจะเป็นปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วจะต้องลงทุนต่ออีกหลายพันล้านถึงหลายหมื่นล้านบาท ในการประมูลจึงให้ความสำคัญต่อแผนการลงทุนมากกว่าที่จะประเมินมูลค่าทรัพยากรตรงๆ เพราะตัวเลขยังมีความไม่แน่นอนสูงมากไม่เหมือนการประมูลขายของที่เห็นสินค้าชัดเจนแล้วและสามารถประเมินมูลค่าสินค้าขั้นต่ำได้


ที่ผ่านมาขนาดเอกชนรายเดิมยังไม่ลงทุนสำรวจและพัฒนาต่อเพราะประเมินแล้วไม่คุ้มเสียแล้วรัฐจะเอาเงินภาษีของประชาชนมาเสี่ยงทำไมใช่ไหมครับ สู้เปิดโอกาสให้เอกชนรายใหม่ที่กล้าเสี่ยงและกล้ากลับบ้านมือเปล่ามาเสี่ยงลงทุนดีกว่า แล้วรัฐในฐานะเจ้าของทรัพยากรก็รอรับส่วนแบ่งจากเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานโดยไม่ต้องลงทุนเลย ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าครับ