ความหมายของ ‘ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม’ที่ควรรู้

ความหมายของ ‘ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม’ที่ควรรู้

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมเคยเขียนอธิบายนิยามของ “ปริมาณสำรองปิโตรเลียม” หรือ “petroleum reserves” กันไปแล้ว

วันนี้ผมจะมาอธิบายนิยามของคำว่า “ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม” หรือ “petroleum resources” เพิ่มเติมครับ ซึ่งคำว่า “ปริมาณสำรอง (reserves)” กับ “ปริมาณทรัพยากร (resources)” นั้นมีความหมายแตกต่างกันนะครับ โดยที่ผ่านมาได้มีหลายๆ คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนำเอาไปใช้ปนกันอย่างเข้าใจผิด อาจจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายทางด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศที่ผิดพลาด ถ้านโยบายหรือข้อกฎหมายต่างๆ ถูกผลักดันจากกลุ่มที่ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างแท้จริงครับ


เนื้อหาในบทความนี้ ผมอ้างอิงจากการนิยามความหมายของปริมาณสำรองและปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมตามมาตรฐานสากลของ Petroleum Resources Management System (PRMS) ครั้งล่าสุด ปี พ.ศ.2554 เกิดจากความร่วมมือจาก 5 องค์กรระดับนานาชาติทางด้านธรณีวิทยาและวิศวกรรมปิโตรเลียม ประกอบด้วย Society of Petroleum Engineers (SPE), American Association of Petroleum Geologists (AAPG), World Petroleum Council (WPC), Society of Petroleum Evaluation Engineers (SPEE) และ Society of Exploration Geophysicists (SEG) เป็นมาตรฐานสากลที่บริษัทน้ำมันทั่วโลกส่วนใหญ่ใช้อ้างอิงและนำไปใช้เป็นข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกครับ


ปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม (petroleum resources) หมายถึงปริมาณปิโตรเลียมทั้งหมด (total petroleum initiallyin-place) ที่คาดว่าสะสมอยู่ใต้ดินในพื้นที่ที่เราสนใจสามารถจำแนกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ตามลำดับของโอกาสในเชิงพาณิชย์จากน้อยไปหามากคือ 1. ปริมาณทรัพยากที่ไม่สามารถผลิตได้ (unrecoverable resources) 2.ปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟ (prospective resources) 3.ปริมาณทรัพยากรคอนทิงเจนท์ (contingent resources) 4. ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (petroleum reserves) 5. ปริมาณการผลิตปิโตรเลียม (production) ผมจะอธิบายเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ครับ


ลำดับที่ 1 “ปริมาณทรัพยากรที่ไม่สามารถผลิตได้ (unrecoverable resources)” คือปริมาณปิโตรเลียมส่วนที่ไม่สามารถผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน


ลำดับที่ 2 “ปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟ (prospective resources)” คือปริมาณทรัพยากรที่ได้จากการประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ก่อนการเจาะหลุมสำรวจ เช่น ภาพถ่ายทางดาวเทียม การเก็บข้อมูลทางภาคสนาม การสำรวจค่าความเข้มสนามแม่เหล็กโลก (magnetic survey) การสำรวจค่าความโน้มถ่วงโลก (gravity survey) การวัดคลื่นสั่นสะเทือนแบบสองมิติและแบบสามมิติ (2D/3D seismic survey) รวมถึงการเทียบเคียงคุณสมบัติของชั้นหินจากแหล่งข้างเคียงหรือการอานาล็อก (analog) เป็นต้นเนื่องจากยังไม่มีการเจาะหลุมสำรวจลงไปพิสูจน์ว่ามีปิโตรเลียมกักเก็บหรือไม่และมีขอบเขตอย่างไรจึงมีช่วงของตัวเลขปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟค่อนข้างกว้างมากขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ได้ทำการจัดเก็บเบื้องต้นก่อนการเจาะหลุมสำรวจ


ลำดับที่ 3 “ปริมาณทรัพยากรคอนทิงเจนท์ (contingent resources)” หรือตัวย่อ “C” เป็นปริมาณทรัพยากรที่ต่อยอดจากปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟโดยมีการเจาะหลุมสำรวจลงไปพิสูจน์แล้วว่ามีปิโตรเลียมกักเก็บอยู่ในโครงสร้างกักเก็บปิโตรเลียมและสามารถผลิตได้ตามหลักวิชาการของวิศวกรรมปิโตรเลียม ตัวเลขความไม่แน่นอนมักจะมีช่วงที่แคบลงแต่ก็ไม่สามารถนำไปรายงานเป็นปริมาณสำรองได้เนื่องจาก 1) มีปริมาณน้อยเกินไปยังไม่คุ้มทุนด้วยเทคโนโลยีการผลิตปัจจุบัน และ/หรือ 2) ยังไม่สามารถสรุปแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมในเชิงพาณิชย์ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและกฎระเบียบที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันอาจจะต้องมีการสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติม อาจจะต้องเจาะหลุมประเมินผลเพิ่มเติมเพื่อหาขอบเขตที่แน่นอนหรือปรับปรุงสัญญาเงื่อนไขต่างๆ และหาตลาดรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ฯลฯ เมื่อประเมินตัวเลขที่ได้หลังจากการสำรวจแล้วพบว่าตัวเลขมีความมั่นใจว่าสามารถผลิตได้อย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และได้รับการอนุมัติแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต ก็จะเปลี่ยนตัวเลขนี้ไปเป็นปริมาณสำรองปิโตรเลียมหรือตัวย่อ “P” เพิ่มเติมต่อไป


ลำดับที่ 4 “ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (petroleum reserves) คือปริมาณปิโตรเลียมที่กักเก็บอยู่ในแหล่งปิโตรเลียมที่ถูกค้นพบแล้วโดยสามารถผลิตได้ด้วยแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมปัจจุบันอย่างคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและกฎระเบียบที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน” รายละเอียดเรื่องปริมาณสำรองปิโตรเลียมสามารถอ่านบทความของผมย้อนหลังได้ทางเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนครับ


ส่วนลำดับที่ 5 “ปริมาณการผลิตปิโตรเลียม (production)” คือปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตและส่งขายไปแล้ว


บางครั้งเราจะเรียกปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งที่ถูกค้นพบแล้วและยังไม่ถูกค้นพบที่สามารถผลิตขึ้นมาได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันรวมกันว่า “ปริมาณทรัพยากรที่สามารถผลิตได้ (recoverable resources)” หมายถึงถ้ามีทรัพยากรปิโตรเลียมอยู่จริงก็จะสามารถผลิตได้ปริมาณเท่านี้โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์


จากคำอธิบายข้างต้นนั้น แหล่งปิโตรเลียมใดที่อยู่ระหว่างการสำรวจหรือคืนแปลงกลับมาให้รัฐ แล้วรัฐนำกลับมาประมูลใหม่นั้นก็หมายความว่ายังไม่มีการผลิตและยังไม่มีแผนการลงทุนผลิตในเชิงพาณิชย์ดังนั้นรายงานตัวเลข recoverable resources ที่มีอยู่จึงมีเพียงปริมาณทรัพยากรโปรสเปกทีฟและปริมาณทรัพยากรคอนทิงเจนท์ซึ่งเป็นเพียงตัวเลขประมาณการเบื้องต้นและยังอยู่ในระหว่างการยืนยันผลสำรวจรวมถึงยังไม่สามารถกำหนดแผนพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้


ดังนั้น เมื่อรัฐได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันมายื่นซองประมูลสัมปทานรอบที่ 21 (ที่กระทรวงพลังงานประกาศยกเลิกไปแล้ว) ซึ่งเป็นแปลงเก่าๆ ที่เคยมีการให้สัมปทานสำรวจไปแล้วและผู้รับสัมปทานรายเดิมตัดสินใจไม่ลงทุนต่อเพราะไม่คุ้มจึงคืนแปลงสัมปทานกลับมาให้รัฐ รัฐจึงนำมาเปิดประมูลใหม่เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นๆ ที่อาจจะสนใจมาลงทุนต่อ ทางภาครัฐก็จะมีข้อมูลจากการสำรวจเบื้องต้นทั้งหมดที่ได้จากผู้รับสัมปทานรายเดิมรัฐก็จะประเมินตัวเลขปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมประมาณการคร่าวๆ ดังกล่าว ซึ่งเอกชนที่จะเข้าร่วมประมูลก็ต้องศึกษาข้อมูลและประเมินปริมาณทรัพยากรอีกครั้งเพื่อประกอบการตัดสินใจในการยื่นซองประมูลและวางแผนการลงทุน ซึ่งกว่าจะเป็นปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วจะต้องลงทุนต่ออีกหลายพันล้านถึงหลายหมื่นล้านบาท ในการประมูลจึงให้ความสำคัญต่อแผนการลงทุนมากกว่าที่จะประเมินมูลค่าทรัพยากรตรงๆ เพราะตัวเลขยังมีความไม่แน่นอนสูงมากไม่เหมือนการประมูลขายของที่เห็นสินค้าชัดเจนแล้วและสามารถประเมินมูลค่าสินค้าขั้นต่ำได้


ที่ผ่านมาขนาดเอกชนรายเดิมยังไม่ลงทุนสำรวจและพัฒนาต่อเพราะประเมินแล้วไม่คุ้มเสียแล้วรัฐจะเอาเงินภาษีของประชาชนมาเสี่ยงทำไมใช่ไหมครับ สู้เปิดโอกาสให้เอกชนรายใหม่ที่กล้าเสี่ยงและกล้ากลับบ้านมือเปล่ามาเสี่ยงลงทุนดีกว่า แล้วรัฐในฐานะเจ้าของทรัพยากรก็รอรับส่วนแบ่งจากเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานโดยไม่ต้องลงทุนเลย ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าครับ