Divergence Diversity and Convergence (36) : รัฐกับตลาด

Divergence Diversity and Convergence (36) : รัฐกับตลาด

ดูเหมือนทุกคนยอมรับในเรื่องความเชื่อของคนอเมริกันที่ว่ารัฐควรมีบทบาทที่จำกัด ไม่ทำอะไรที่เกินความจำเป็น ไม่ควรเก็บภาษีสูง

คนอเมริกันเชื่อว่า ทุกคนช่วยตัวเองได้ แต่เมื่อถูกถามจากโพลว่ารัฐบาลอเมริกันมีหนี้มาก ควรลดการขาดดุลโดยการขึ้นภาษี หรือลดการใช้จ่ายของรัฐบาล เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรลดการใช้จ่าย


ที่น่าสนใจก็คือ ความเห็นเช่นนี้ ลึกๆ บอกถึงการขัดแย้งในตัวเอง คือมี contradiction กันเอง เพราะเมื่อถูกถามว่าควรลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการลงไหม เสียงส่วนใหญ่ กลับเห็นว่าไม่ควร เห็นว่าสวัสดิการสังคมมีประโยชน์และยังจำเป็น ควรไปลดการใช้จ่ายด้านอื่น เอาเข้าจริงเสียงส่วนใหญ่ เห็นว่ารัฐบาลอเมริกันควรมีบทบาทมากขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงที่ว่า ภาพที่คนอเมริกันแสดงออกในการไม่ชอบสวัสดิการนั้น เป็นสวัสดิการที่มุ่งช่วยคนผิวดำ ซึ่งคนอเมริกันมีอคติว่า คนผิวดำเกียจคร้าน ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่ไม่รังเกียจถ้าเป็นสวัสดิการที่ให้แก่ผู้เดือดร้อนและยากไร้ ที่เป็นคนผิวขาว และในหลักการ สวัสดิการสังคมที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือคนอเมริกันไม่ขัดข้อง อคติที่มีต่อการไม่ชอบสวัสดิการเพราะมุ่งช่วยเหลือคนผิวดำนั้น ส่วนหนึ่งเป็นประดิษฐกรรมของสังคม ถูกปลุกเร้าหรือโฆษณาชวนเชื่อโดยนักการเมืองทั้ง republican โดยเฉพาะประธานาธิบดี Reagan และนักการเมืองฝ่ายขวาของพรรค democrat ที่ใช้ประโยชน์ของการเหยียดผิวเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในความเป็นจริง คนอเมริกันจำนวนมากไม่ได้รังเกียจสวัสดิการ คนอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุน Obamacare ที่ผ่านมาการเมืองที่แปลกแยกและไร้ประสิทธิภาพของระบบอเมริกันต่างหากที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันและสังคมอเมริกันไม่เข้มแข็งเท่าที่ควรจะเป็น


ความแตกต่างในเรื่องความเชื่อที่เกี่ยวกับหน้าที่ บทบาทของรัฐ ตลาดและความเป็นรัฐสวัสดิการของอเมริกาและยุโรป มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับความเชื่อในเรื่องสำคัญอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนทั้งสองภูมิภาค ได้แก่ ความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจเสรี การสนับสนุนหรือการต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปิดรับการเคลื่อนย้ายทุน สินค้าและแรงงานอย่างเสรี หรือการมีทัศนคติที่ยอมรับ หรือต่อต้านการเข้ามาของแรงงานจากต่างประเทศ หรือภายในกลุ่มประชาคมยุโรปด้วยกันเอง โดยเฉพาะที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในระบบโลก คือการที่ประเทศอุตสาหกรรมจ้างกลุ่มประเทศจากโลกที่สามหรือประเทศที่เกิดใหม่ ทำสินค้าหรือบริการ เช่น คอลเซ็นเตอร์หรือซอฟต์แวร์จากบังกาลอในอินเดีย หรือที่เรียกว่า offshore outsourcing


อเมริกาและยุโรป มีความเชื่อต่างกันอย่างไรในปรากฏการณ์ข้างต้น อะไรคือสาเหตุ ความเชื่อกับผลที่เกิดขึ้น สอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นอย่างไร ระบบทุนนิยมรัฐสวัสดิการที่ต่างกันมีผลต่อการปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาส หรือรองรับภัยคุกคามจากโลกที่เปิด และการแข่งขันที่สูงขึ้น และที่สำคัญ ผลที่มีต่อคุณภาพของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศต่อคุณภาพชีวิต ความมั่งคั่งของคนกลุ่มต่างๆ ใครคือผู้ชนะ ผู้แพ้ในระยะสั้นและระยะยาว


ถ้าไม่รวมยุโรปตะวันออก ยุโรปส่วนที่ร่ำรวยมั่งคั่งและอเมริกาในวันนี้ ล้วนได้รับผลกระทบจากกระบวนการโลกาภิวัตน์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา แม้ว่าอเมริกาอาจจะคล้ายกับญี่ปุ่น ที่สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อ GDP ค่อนข้างต่ำ หรือในกรณีของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป จะค้ากันเองเป็นสัดส่วนที่สูง ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งอเมริกาและยุโรปเติบโตในอัตราที่ต่ำลง เมื่อเทียบกับก่อนหน้า แต่อเมริกาทำได้ดีกว่ายุโรป ทั้งสองภูมิภาค โครงสร้างผลผลิตหรือมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรม ลดลงไปมาก ลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 ต่อ GDP (บวกลบเล็กน้อย) เกิดกระบวนการ deindustrialization โดยที่ภาคบริการใหญ่ขึ้นมากทั้งผลผลิตและการจ้างงาน


เกิดอะไรขึ้นต่อโลกในด้านแรงงาน เมื่อจีน อินเดียและกลุ่มโซเวียต เข้าร่วมกับระบบทุนนิยมโลกเต็มตัวตั้งแต่ทศวรรษ 1990 โลกมีอุปทานของแรงงานเพิ่มขึ้นทันทีหนึ่งเท่าตัว 1,470 ล้านคน จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1,460 ล้านคน (ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก) เป็นแรงงานที่มีมากถึง 2,930 ล้านคน ผลกระทบในระยะสั้นทันที ก็คือการลดลงของสัดส่วนทุนต่อแรงงาน เนื่องจากในระยะสั้น แรงงานที่เพิ่มขึ้นจากจีน อินเดียและกลุ่มโซเวียต ไม่ได้มาพร้อมกับการเพิ่มของทุน ผลที่ตามมา คือการลดลงของผลิตภาพหรือ productivity ของแรงงาน ตามมาด้วยการลดลงของค่าจ้าง ผลประโยชน์ตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ตกเป็นของฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายทุนในประเทศโลกที่สาม สะท้อนออกมาจากกำไรที่สูงขึ้น ผลตอบแทนของทุนที่สูงขึ้น สัดส่วนของแรงงานในมูลค่าเพิ่มลดลง ความไม่เสมอภาคในแรงงาน โดยเฉพาะระหว่างแรงงานที่ไร้ฝีมือกับแรงงานที่มีฝีมือและมีการศึกษาสูงขึ้นในประเทศอุตสาหกรรม


มีประเด็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์ที่อาจทำให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ที่มาพร้อมกับการแข่งขัน การทำลาย (แม้ว่าอาจจะสร้างสรรค์ในมิติของ Schumpeter) นั้น ทำให้สังคมเรียกร้องการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ มีผลทำให้รัฐต้องเพิ่มการใช้จ่าย ส่งผลต่อการเติบโตของรัฐสวัสดิการหรือไม่ ดูจากข้อมูลการเติบโตของรัฐสวัสดิการในยุโรปและอเมริกาดูเหมือนจะอยู่ในระดับสูงสุดในทศวรรษ 80 การที่ยุโรปและอเมริกาโตได้ช้าลง ส่งผลต่อความสามารถในการเก็บภาษีโดยรัฐ สร้างขีดจำกัดและเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของรัฐสวัสดิการที่มาพร้อมกับการเติบโตของกระบวนการโลกาภิวัตน์ อย่างไรก็ตาม แม้มีการปฏิรูปเพิ่มความเข้มงวดในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองแก่ประชาชนทางด้านสวัสดิการ ทั้งยุโรปและอเมริกาไม่สามารถลดขนาดของรัฐสวัสดิการได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโตช้าลง รัฐจำนวนมากมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ฐานะการคลังไม่ดี


ถ้าเราเปรียบเทียบรัฐสวัสดิการสองขั้วใหญ่ คือ ขั้วแรก ฝ่ายที่ค่อนข้างกระเดียดมาทางเสรีนิยมให้ความสำคัญกับบทบาทของตลาด นโยบายสังคมที่ให้ประโยชน์หรือ benefits ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ที่ค่อนข้างเข้มงวด ไม่ใจดี รัฐให้เอกชนมีบทบาท เช่น ในเรื่องสุขภาพ การศึกษา เช่น กรณีของอเมริกา ตลาดแรงงานก็ค่อนข้างยืดหยุ่น นายจ้างมีต้นทุนต่ำในการให้คนงานออกจากงาน รัฐสวัสดิการในรูปแบบนี้ คือ liberal welfare state ของอเมริกา อังกฤษ ไอร์แลนด์ หรือบางทีเรียกว่า Anglo-saxon ระบบนี้โดยทั่วไป ระดับการว่างงานจะไม่สูง ปัญหาเรื้อรังคือเรื่องของความยากจน


ส่วนขั้วที่สองซึ่งตรงกันข้ามกับขั้วแรก คือระบบ social democratic welfare state ซึ่งมักจะใช้พูดถึงระบบของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียร์ ซึ่งรวมถึงฟินแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน กลุ่มนี้นโยบายสังคมค่อนข้างจะให้ความสำคัญมากกับความเป็นธรรมและความเสมอภาคของแรงงาน ค่าจ้างไม่ต่างกันมาก ระบบประกันสุขภาพมีลักษณะเป็นแบบถ้วนหน้าหรือ universal การต่อรองร่วมของระบบแรงงานสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง มีบทบาทสำคัญ รัฐเองก็มีบทบาทในฐานะผู้จ้างงานที่สูงมาก รัฐเข้ามาทดแทนบทบาทของตลาดและครอบครัวโดยการให้เงินอุดหนุนและดูแลการเลี้ยงลูก ทำให้สตรีมีบทบาทร่วมในตลาดแรงงานค่อนข้างสูง แรงงานในภาครัฐเคยสูงถึงร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานก็มี เช่นในกรณีของสวีเดน สมาชิกสหภาพแรงงานค่อนข้างหนาแน่นเมื่อเทียบกับระบบแรก นอกจากนี้เงินบำนาญค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้เดิม


อีกระบบหนึ่งคือระบบที่มักเรียกว่า continental welfare state ซึ่งมีเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลีและยุโรปตอนใต้ เช่น สเปนเป็นตัวแทนที่สำคัญ ระบบนี้ก็ยังค่อนข้างใจดี แต่เป็นระบบที่ตลาดแรงงานค่อนข้างไม่ยืดหยุ่น ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานที่สูงมาก นายจ้างมีต้นทุนสูงในการให้คนงานออก จึงไม่อยากรับคนงานถ้าไม่จำเป็น หรือใช้คนงานชั่วคราวและไม่เต็มเวลาในสัดส่วนที่สูง กลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการเหล่านี้จึงมีปัญหาการว่างงานในระดับที่สูง และสูงมากในกลุ่มแรงงานหนุ่มสาว การว่างงานระยะยาวที่เกิน 1 ปี ก็มีสูงมากเช่นกัน


แต่ละระบบคิดอย่างไรกับกระบวนการโลกาภิวัตน์