“เสรีภาพ” ความจริงที่น่ากลัวหรือความจริงที่ผิดเพี้ยน

“เสรีภาพ” ความจริงที่น่ากลัวหรือความจริงที่ผิดเพี้ยน

อาจกล่าวได้ว่า เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นต้นมามีทั้งด้านดีและด้านเสีย

ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยรวมทั้งประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง เหตุผลหลักๆ ของการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่อยู่ที่การรู้เท่าทันข้อความในการสื่อสารของผู้คน เพียงแต่ยังขาดทักษะในการวิเคราะห์และเชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ส่วนใหญ่สื่อเองก็ไม่มีความสามารถในการที่จะผลิตเนื้อหาให้เป็นกลาง เนื่องจากติดกับดักหลายประการ อาทิ ทุน ความสัมพันธ์ส่วนตัว (บุญคุณ) กระทั่งอำนาจในการพิจารณาความอยู่รอดและเติบโตขององค์กร ความดีความชอบในฐานะตำแหน่งหน้าที่การงาน เป็นต้น ในขณะที่วันนี้ประชาชนกว่าร้อยละ 30 มีโอกาสในการเข้าถึงสื่อทุกรูปแบบ โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) จึงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า เสรีภาพของประชาชนนั้นมีอยู่ทุกวินาที


ผลการวิจัยความคาดหวังของประชาชนในการปฏิรูปสื่อ ที่จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูปสื่อสารมวลชน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่คาดหวังว่า สื่อจะต้องเป็นกลาง ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน เช่น ไม่ก้าวก่ายสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมากเกินไป เคารพสิทธิส่วนบุคคลให้มากกว่านี้ ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลมากจนเกินความจำเป็น ความพอเหมาะพอควร ซึ่งจะพบได้ในสื่อสิ่งพิมพ์


เนื่องจากสื่อสารมวลชนเป็นได้ทั้งตัวนำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) และตัวเร่งปฏิกิริยาการขับเคลื่อน (Catalytic) ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อการรับรู้และการปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติพฤติกรรมของประชาชนที่รับข้อมูลข่าวสาร นั่นหมายความว่า สื่อมวลชนนำเสนอประเด็นอะไรออกไปย่อมจะมีผลต่อการตอบสนองของคนหมู่มากกับประเด็นหรือบุคคลที่นำเสนอนั้น ซึ่งเมื่อสื่อเข้าไปก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลมากเท่าไร และนำเสนอในประเด็นลบมากเท่าไร เสรีภาพของบุคคลนั้นย่อมได้รับการลิดรอนมากเท่านั้น นำไปสู่ความเสื่อมเสียทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศในอนาคต


ก่อนหน้าที่สื่อสังคมออนไลน์จะได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและรวดเร็ว สื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่สี่ในสังคมที่สามารถกำหนดความเป็นไปในสังคม กำหนดสภาพความคิดของผู้คนในการผลักดันให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาต่างๆ สื่อมวลชนด้านหาทุนก็ทำหน้าที่ในการเป็นต้นทุนการผลิตให้สื่อมวลชนด้านการนำเสนอข้อมูลข่าวสารแต่ดูเหมือนการทำหน้าที่คนละด้านของสื่อกลับกลายเป็นการเข้ามาทำหน้าที่ทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน ผู้รับสาร จึงมักจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสื่อที่ทำหน้าที่สองด้านมากกว่าสื่อที่ทำหน้าที่แต่ละด้าน


กล่าวคือ สื่อที่ทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำเสนอความเป็นจริงของสังคมหรือรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้งควรทำหน้าที่เป็นผู้สอนประชาชนให้ร่วมกันรักษา สอดส่องดูแลสังคม และระแวดระวังภัย ถูกสื่อที่ทำหน้าที่ในการหาทุนให้ทำหน้าที่รายงานข่าวเพื่อสอดรับกับเจ้าของทุน หรือเจ้าของรายการ ซึ่งแน่นอนว่า อคติของเนื้อหาข่าว ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


ความเข้าใจระหว่างรัฐกับสื่อในด้านการบริหารจัดการทรัพยากร สื่อควรจัดสรรพื้นที่ในการนำเสนอข่าวสารให้กับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอข่าวของประชาชนเมื่อเกิดเหตุร้ายต่างๆ ทั้งคดีอาชญากรรม คดีทางแพ่ง หรือเหตุการณ์ที่ไม่ดีของประชาชนมักจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งหรือพาดหัวข่าวหลักของสื่อมวลชนเสมอ อีกทั้งการที่รัฐวิสาหกิจ เอกชน มีงบประมาณที่มาจากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้ประชาชน รวมทั้งรัฐบาลที่มีรายได้จากภาษีของประชาชน มีสิทธิ์ที่จะได้นำเสนอเนื้อหาด้านดีของหน่วยงาน หรือของผู้บริหารองค์กรนั้นๆ หรือที่รู้จักกันในเชิงวิชาการว่า Advertorial หรือการให้ข่าวเชิงความรู้เพื่อประชาสัมพันธ์หน่วยงานหรือบุคคล กล่าวอีกนัยหนึ่ง องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนเลือกได้ ประชาชนไม่มีสิทธิเลือก


การนำเสนอเนื้อหาเชิงประชาสัมพันธ์แบบให้ความรู้ มีผลดีคือประชาชนได้รับความรู้จากข้อมูลเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกันอาจจะเกิดความเข้าใจอย่างคลาดเคลื่อนว่า ผลิตภัณฑ์ สินค้า รวมถึงการบริการของหน่วยงานเอกชนที่นำเสนอนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณภาพและได้รับการไว้วางใจ หรือเชื่อว่าบุคคล ผู้บริหารที่ได้รับการชื่นชมยินดีจากสื่อฯ เป็นผู้ที่มีความถูกต้องชอบธรรมอย่างแท้จริง นำไปสู่การเชิดชูหรือให้สิทธิพิเศษแก่บุคคลและหน่วยงานนั้นๆ กับโอกาสในการทำกิจกรรมทางสังคม ซึ่งก็จะซ้อนทับกับผลประโยชน์ที่จะได้เข้าไปใช้งบประมาณของประเทศชาติอย่างถูกต้อง นั่นหมายความว่าเป็นวงจรของการเอื้อผลประโยชน์โดยอาศัยทุนทางสังคมก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


เช่นเดียวกัน ในวงการพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมิติหนึ่งของชาติที่ได้รับสิทธิในการเป็นเจ้าของสื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 เป็นช่องทางสำหรับการใช้เผยแพร่คำสอน แต่ด้วยกลวิธีการในการเผยแพร่หลักคำสอนทางศาสนาที่บางครั้งอาศัยหลักการตลาดและหลักการโน้มน้าวใจ ซึ่งมิได้มีปรากฏในบทบัญญัติข้อใดในรัฐธรรมนูญ ที่จะไปบังคับห้ามไม่ให้สิทธิของศาสนาใช้หลักการดังกล่าว เพื่อทำให้รายการน่าสนใจ และไม่เคยมีบทบัญญัติใดระบุถึงแนวทางป้องกันและปกป้องความสามารถและการไร้ความสามารถในการรู้เท่าทันข้อความที่อยู่ในเครื่องมือสื่อสารของประชาชน ซึ่งตรงจุดนี้ความหลงผิดในการเชื่อจากการรับข้อมูลข่าวสารจึงตามมาอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน


เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่หน่วยงาน องค์กร บุคคล หรือแม้กระทั่งศาสนา ใช้เครื่องมือที่เกิดจากการได้รับสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือคนส่วนน้อย และใช้เป็นช่องทางในการสร้างประโยชน์ด้านการระดมทุนโดยขาดการตรวจสอบเพราะเงินที่ได้รับมาจากความดีและความชื่นชมยินดีด้วยใจบริสุทธิ์ของประชาชน ประกอบกับสังคมไทยถูกตอกย้ำเสมอว่า เป็นสังคมสะสมความดี จนขาดการยับยั้งในการทำความดีเพื่อส่วนรวมและแยกแยะคนที่อาศัยความดีเพื่อประโยชน์ส่วนตน


การส่งเสริมประชาชนให้รับรู้ถึงสภาพความเป็นจริงในการผลิตสื่อเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของการปฏิรูปประเทศไทยที่ควรจะส่งเสริมให้กับประชาชนทุกคนได้รู้เบื้องหลังการผลิตสื่ออันเต็มไปด้วยมายาภาพ และทัศนคติที่แอบแฝงเชิงผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ควรให้คำว่า “เสรีภาพ” ถูกปกคลุมด้วยมายาภาพดังกล่าว จนกลายเป็นการขาดเสรีภาพอย่างสิ้นเชิงในขณะปัจจุบัน เพียงเพราะการไม่เข้าใจถึงหลักเสรีภาพทางการสื่อสารอย่างแท้จริง (Freedom is knowable)


เสรีภาพทางการสื่อสารจึงกลายเป็นตัวแปรที่ถูกอ้างโดยกลุ่มบุคคลต่างๆ และอีกด้านเป็นตัวแปรที่น่ากลัวของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทั้งตัวแปรที่ถูกอ้างและตัวแปรที่น่ากลัว ต่างก็มีความหมายเดียวกัน คือ คำว่า เสรีภาพ และในเอกสารด้านการปฏิรูปสื่อสารมวลชนที่ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยก็ยังคงระบุอย่างชัดเจนว่า สื่อมวลชนควรมีเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ แต่ดูเหมือนทุกคนทุกฝ่ายลืมไปว่า สังคมของการสื่อสารที่ประชาชนทุกเพศ วัย อาชีพ ระดับความรู้ต่างก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาข้อมูล และสามารถเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้


ไม่เพียงเท่านั้นต้องยอมรับว่าประชาชนหรือผู้รับสารมีพฤติกรรมในการเพิกเฉยการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชนที่ไม่ทันสมัยและไม่ตรงกับความต้องการในการเสพข้อมูล ผู้รับสารส่วนมากเลือกเปิดรับข้อมูลผ่านสังคมออนไลน์และแม้กระทั่งสื่อมวลชนหลายแขนงก็ยังอาศัยเนื้อหาที่อยู่บนสังคมออนไลน์มากำหนดวาระผ่านสื่อมวลชน นั่นแสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนวันนี้จะต้องก้าวทันแพลทฟอร์มใหม่ๆ ของเทคโนโลยี และลบทิ้งความเชื่อดั้งเดิมว่า สื่อมวลชนเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อความรู้ ความคิดของประชาชนให้หันมาเข้าใจสถานการณ์การสื่อสารยุคใหม่ว่า ประชาชนต่างหากที่สามารถกำหนดสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ได้ เพียงแต่ยังขาดทักษะที่ดี ซึ่งอยู่บนพื้นฐานที่ควรได้รับการพัฒนาความเท่าทันในการเป็นผู้ส่งสารและผู้รับสารที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


นี่คือ บทบาทหน้าที่สำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยที่ควรจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์แต่ละด้านไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง