ชนชั้นกลางระลอกสุดท้ายในสังคมไทย (3)

ชนชั้นกลางระลอกสุดท้ายในสังคมไทย (3)

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมไทยอันเป็นผลมาจากการขยายตัวและบทบาทชนชั้นกลางได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากการดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในทศวรรษ 2500 เพราะการเน้นพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมทำให้ต้องขยายการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานเฉพาะด้านขึ้นมาพร้อมไปกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ


การสร้างโครงสร้างพื้นฐานออกไปอย่างกว้างขวางได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างใหญ่หลวงและล้ำลึกเพราะคนในหัวเมืองทั้งหลายได้ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมใน “ยุคสมัยแห่งการพัฒนา” ในทุกมิตินอกจากภาพพื้นที่หัวเมืองที่เริ่มเป็น “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” แล้วอีกคำหนึ่งที่คนจดจำกันได้ได้แก่ “มีงานทำ” ลูกหลานของผู้คนเหล่านี้จึงได้เริ่มถูกผลักดันจากพ่อแม่ให้ “เรียนอย่างเดียวนะลูก พ่อแม่ไม่มีอะไรจะทิ้งไว้ให้เป็นมรดกนอกจากการเรียน” (วลีทองที่คนรุ่นนั้นนิยมบอกกล่าวกับลูกหลาน) การแข่งขันกันสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิทยาลัยครู โรงเรียนอาชีวะ เพื่อที่จะใช้เป็นบันไดในการหางานทำเริ่มเข้มข้นมากขึ้น


การขยายตัวของการจ้างงานไม่ว่าในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน ได้ทำให้เกิดพลังแห่งความหวังให้แก่คนจำนวนไม่น้อยว่าตนเองและครอบครัวจะสามารถขยับฐานะและสถานะได้ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง หนังสือแจกงานศพของผู้ที่มีชีวิตในช่วงนี้มักจะมีการบรรยายความสำเร็จของชีวิตตนเองด้วยการเน้นถึงความสำเร็จการศึกษาในระดับสูงของลูก/หลาน


การเข้าสู่มหาวิทยาลัยพร้อมกับความหวัง/ความฝันที่จะขยับฐานะของนักศึกษาได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาว่า ชีวิตของผู้คนต่างพื้นที่ ต่างภาค มีความเป็นอยู่กันอย่างไร พร้อมกับการที่สังคมในขณะนั้นได้ให้ความยกย่องแก่นักศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอย่างสูง จึงทำให้นักศึกษาจำนวนมากรู้สึกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นนักศึกษาในฐานะ “ปัญญาชน” ผู้ที่ควรจะนำความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม ขณะเดียวกัน การเรียนรู้จากเพื่อนพ้องน้องพี่จากภูมิภาคอื่นๆ ก็ทำให้เห็น/ตระหนักถึงความแตกต่างของพื้นที่ของคนร่ำรวยและพื้นที่ของคนยากจน โดยเฉพาะพื้นที่ของภาคอีสานที่ถูกนำเสนอว่ายากลำบากกว่าทุกภูมิภาค


ความสำนึกที่ซ้อนทับกันเช่นนี้ ทำให้กิจกรรมนักศึกษาที่ได้รับความนิยมได้แก่ การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทกับการเป็นนักคิดและนักเขียนสื่อสารกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน การออกชนบทได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่อง “ความยากจน” เพราะการออกค่ายทำให้นักศึกษา “ค้นพบ” คนจน และการค้นพบนี้ได้กลายเป็นฐานของงานเขียนจำนวนมากของนักศึกษาเพื่อแสดงความเป็น “ปัญญาชน”


ที่กล่าวว่าเป็นการ “ค้นพบ” คนจนก็เพราะว่าในความเป็นจริงชาวบ้านเขาอยู่อย่างนั้นมานานแล้ว แต่เมื่อนักศึกษาออกค่ายอาสาพร้อมกับความคิดว่าตนเองเป็นผู้นำทางปัญญาเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม จึงทำให้นักศึกษาได้เลือกสร้างและเขียนภาพ “คนจน” ขึ้นมาให้เด่นชัดเป็นครั้งแรก


ความปรารถนาที่จะเป็น “ปัญญาชน” จึงทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยพยายามที่จะสร้างงานเขียนลักษณะต่างๆ ขึ้นมา เพราะงานเขียนเป็นสัญญาลักษณ์ของความเป็นผู้มีปัญญา กลุ่มนักเขียนและกลุ่มนักศึกษาค่ายอาสาพัฒนาจะมีความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกันส่งผลให้งานเขียนวรรณกรรม บทความ มักจะมีเนื้อหาสัมพันธ์กับความยากจนและคนจนที่ตนได้ไปพบพานในการออกค่ายอาสา


ความสำนึกในความเป็นปัญญาชนและการค้นพบคนจนในชนบทกลายเป็นฐานทางความคิดที่สำคัญในการดำรงอยู่เป็นนักศึกษา วรรณกรรมจำนวนมากจะทิ้งท้ายไว้ด้วยการวาดความหวังและความฝันของตนว่าจะหวนคืนชนบทเพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนความยากจนของผู้คน


แรงแห่งความหวังและความฝันของนักศึกษานี้ได้ปะทะกับอำนาจรัฐเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนาน เพราะในช่วงก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหวใหญ่ใน พ.ศ. 2516 การขยายตัวของอำนาจรัฐที่เดิมถูกให้ความหมายในด้านที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคมไทย กลับกลายเป็นอำนาจที่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มชนชั้นนำทหารไม่กี่ตระกูล การใช้อำนาจรัฐไปเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลทหารถูกกล่าวขานอันอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาและส่วนใหญ่ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าเพราะการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์เช่นนี้เป็นสาเหตุของความยากจน


การต่อต้านการใช้อำนาจรัฐเพื่อเบียดบังผลประโยชน์เข้าสู่กลุ่มตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของนักศึกษา กรณีสุดโต่งที่ใช้อำนาจรัฐไปเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียวจึงยิ่งทำให้นักศึกษาโกรธเคืองมากกว่าปรกติ ได้แก่ การใช้เฮลิคอปเตอร์ไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ และในท้ายที่สุด การเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” เพื่อที่จะกำจัดอำนาจรัฐเผด็จการและกลุ่มผู้ผูกขาดอำนาจรัฐจึงเกิดขึ้นและนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516


กล่าวได้ว่าแม้นักศึกษาจะมีความเป็น “ชนชั้นกลาง” อยู่แต่นักศึกษายังไม่ได้อยู่ในฐานะชนชั้นกลางอย่างแท้จริงทำให้ฐานคิดจึงยังคงเป็นไปในเชิง “อุดมคติ” ความปรารถนาที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในเร็ววันจึงทำให้ขบวนการนักศึกษาหันเหเข้าไปสู่ขบวนการฝ่ายซ้ายเมื่อพบว่าการแก้ไขในแนวทางรัฐสภาปรกตินั้นยังอีกยาวไกล นักศึกษาจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มฝันถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคมไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเดียว เพราะพบว่าอุปสรรคของการทำให้สังคมงดงามขึ้นได้แก่ระบบของสังคมเอง


ด้วยความเป็น “นักอุดมคติ” จึงทำให้นักศึกษาหันเหออกจากขบวนการฝ่ายซ้ายเมื่อพบว่าขบวนการนั้นก็ไม่ได้มีภาพเช่นอุดมคติที่ตนเองวาดหวังไว้ และได้หวนคืนกลับมาสู่ระบบสังคมเศรษฐกิจแบบเดิมที่ตนเองเคยอึดอัดและเจ็บปวดมาก่อน


“ชนชั้นกลางไทย” ระลอกที่สองได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายแม้ว่าจะไม่สามารถที่จะสถาปนาระบอบของสังคมที่มีการต่อรองกันอย่างเสมอภาคได้อย่างที่คาดหวัง สังคมไทยหลัง 14 ตุลาคม 2516 จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ชนชั้นกลางรุ่นต่อๆ มาได้มีที่ทางทางการเมืองและสังคมวัฒนธรรมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม บทบาทชนชั้นกลางทั้งสองรุ่นนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความปรารถนาที่จะเป็น “ผู้กระทำ” แทนคนอื่นๆ ในสังคม ในการเปลี่ยนแปลงสังคม