ปัญหาอยู่ที่เงื่อนเวลา

ปัญหาอยู่ที่เงื่อนเวลา

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวปาฐกถา

ถึง “ความท้าทายของนโยบายการเงินกับการก้าวข้ามพัฒนาการเศรษฐกิจไทย” ที่สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยเห็นว่าเศรษฐกิจ เผชิญกับ 3 โรค โดยโรคแรก คือไข้หวัดใหญ่ ที่เศรษฐกิจไทยติดเชื้อจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ทำให้ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แม้จะไม่หนักหนาสาหัสมาก แต่ก็เกิดอาการเป็นระยะ 

โรคที่สอง คือ โรคข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีปัญหาด้านโครงสร้างมานาน ทำให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก หากไม่สามารถแก้ได้ เศรษฐกิจไทยก็ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ หรือ ที่เรียกว่าประเทศไทยตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” และโรคสุดท้าย  คือ โรคขาดความมั่นใจ ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาในอดีตและความไม่เชื่อมั่นว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นนายประสาร เห็นว่าภาระหนี้ที่หลักคือรัฐบาล

หากตีความท่าทีของนายประสาร ซึ่งเข้าไปช่วยงานรัฐบาลบางด้านในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ และขณะนี้รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเกือบหนึ่งปีแล้ว แต่ยังเห็นว่าการขับเคลื่อนงานของภาครัฐยังประสบปัญหา จนทำให้เกิด “โรคขาดความมั่นใจ” ทั้งๆที่ในช่วงแรกหลังจากรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นขึ้นมา เพราะสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั้น

แน่นอนว่าการบริหารงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เข้ามาแก้ปัญหาหลายด้านทั้งค้างคามานาน อีกทั้งริเริ่มนโยบายใหม่ๆที่สำคัญ อาทิ การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน หรือแม้แต่พยายามปฏิรูปโครงสร้างภาษี แต่ประชาชนยังรู้สึกว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตร

หากวิเคราะห์มุมมองของผู้ว่าการธปท. จะเห็นว่าปัญหาความเชื่อมั่นถือเป็นเรื่องใหญ่มากในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้ คือ การบริหารงานของภาครัฐ แม้นายประสารไม่ได้กล่าวในรายละเอียดว่ามีด้านใดที่ต้องเร่งผลักดัน แต่การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ นอกจากเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจ อีกเรื่องที่มีความสำคัญคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมพ

อันที่จริง นโยบายสำคัญของรัฐบาลในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศนั้น ทุกฝ่ายเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่ปรากฏว่าหลายนโยบายและโครงการสำคัญเป็นไอย่างล่าช้า แม้ว่าจะมีความพยายามกระตุ้นต่างๆมากมาย อาทิ มีการตั้งคณะทงำานเพื่อติดตามและเร่งรัดโครงการต่างๆ แต่ก็ปรากฏว่าความคืบหน้าเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายที่เห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นของประเทศนั้น ไม่สามารถจะทำได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่ภายใต้คสช.

เราเห็นว่าขณะนี้ประชาชนได้รับรู้นโยบายสำคัญของรัฐบาลทั้งหมดแล้วและเห็นทิศทางว่ารัฐบาลกำลังจะผลักดันประเทศไปข้างหน้าอย่างไรและมีนโยบายสำคัญอะไรบ้าง สิ่งที่ขาดขณะนี้คือการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน แม้ว่าหลายเรื่องต้องใช้เวลาในการดำเนินการ แต่ในเมื่อขณะนี้ประชาชน“ขาดความเชื่อมั่น” ดังนั้นดูเหมือนว่ารัฐบาลอาจไม่มีทางเลือกมากนักในการดำเนินนโยบาย ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เรื่องนโยบายดีหรือไม่ แต่เป็นเรื่องจะเห็นผลรูปธรรมเมื่อไร