ชะตากรรม… “ดัชนีตลาดหุ้นไทย”

ชะตากรรม… “ดัชนีตลาดหุ้นไทย”

คุณผู้อ่านรู้ไหมครับว่า? ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่เท่าใด? และเมื่อไร?

ใช่แล้วครับ... ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคยขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โดยในวันนั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยไปปิดที่ 1,753.73 จุด ซึ่งนับเป็นจุดที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย และตราบจนถึงทุกวันนี้


นับเป็นเวลารวมแล้วกว่า 20 ปีแล้วปัจจุบันนี้...ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ยังไม่สามารถกลับไปทำลายสถิติสูงสุดได้อีกเลย ผมจึงอยากจะพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปสู่อดีต และไล่เรียงมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันว่า ชะตากรรมของดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไร? และปัจจัยอะไร? ที่มีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย ดังนี้ครับ


หนึ่ง ยุคดัชนีตลาดหุ้นไทยก่อนถึง...จุดสูงสุด


ในช่วงปี 2535-2537 นั้น ประเทศไทยมีนโยบายที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) จึงเกิดมีการเปลี่ยนแปลงการปริวรรตเงินตราเพื่อให้เงินต่างประเทศสามารถไหลเข้ามาได้อย่างเสรี เงินต่างประเทศที่เข้ามาทั้งหมดล้วนมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่ต่ำ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนก็ผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ภาคเอกชนนิยมระดมทุนด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก และไม่ต้องกลัวเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวน คาดกันว่าในช่วงนั้นภาคเอกชนได้กู้เงินระยะสั้นที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ทีเดียว


เงินจำนวนมหาศาลนี้ได้เข้ามาแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในหลากหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่กู้เพื่อนำมาฝากเงินประจำกับธนาคารในบ้านเรา เพื่อกินส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3% เงินบางส่วนยังแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จึงทำให้ตลาดหุ้นบูมและทะยานขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในช่วงต้นปี 2537 ด้วย “เม็ดเงินจากต่างประเทศ” จำนวนมหาศาลที่คนไทยไปกู้มา


สอง จากจุดสูงสุด...ไหลมาถึง “จุดต่ำสุด”


หลังปี 2537 อาการหลายๆ อย่างเริ่มแสดงออกมา นับตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เริ่มที่จะขายยากขึ้น ข่าวคราวการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ จนไปถึงข่าวการปิดสถาบันการเงิน สิ่งเหล่านี้ได้ตามหลอกหลอนนักลงทุนเริ่มจากคำสั่งปิดสถาบันการเงิน 10 แห่ง และไปจบที่คำสั่งปิดสถาบันการเงินรวมทั้งสิ้นสูงถึง 58 แห่ง ซึ่งถ้าจะว่าตามความเป็นจริงแล้วต้นเหตุก็น่าจะมาจากการกู้เงินระยะสั้นเกินตัวอย่างมหาศาลของภาคเอกชนของประเทศไทย ในที่สุดก็มีการเรียกคืนเงินกู้จากต่างประเทศ และเอกชนหลายรายก็เริ่มมีผิดนัดชำระหนี้ เกิดการโจมตีค่าเงินบาทระลอกแล้วระลอกเล่า และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้นำเงินสำรองระหว่างประเทศไปปกป้องค่าเงินบาท จนในที่สุดก็พ่ายแพ้ และประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540


หลังจากวันนั้น ค่าเงินบาทก็มีค่าลดลงเป็นเท่าตัว จากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์ กลายไปเป็นประมาณ 56 บาทต่อดอลลาร์ ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และทำให้ดัชนีไหลตกลงมาปิดต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ 207.31 จุด ในวันที่ 4 กันยายน 2541


สาม ช่วงดัชนีตลาดหุ้นไทย...ย่ำอยู่กับที่


ช่วงปี 2541-2551 เป็นช่วงที่ตกต่ำเป็นอย่างยิ่งของตลาดหุ้นไทย เพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยแทบจะย่ำอยู่กับที่ โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งไปมาระหว่าง 200-500 จุด ตลอดระยะเวลามากกว่า 10 ปีในช่วงนี้ ถ้ามองดูภาพโดยรวมพบว่า หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 อัตราการว่างงานของไทยก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดในรอบหลายสิบปี การบริโภคภายในประเทศลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ และการลงทุนจากภาครัฐก็แทบจะไม่มีเลย เพราะรัฐบาลไม่มีเงิน


ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมี “พระเอก” อยู่คนเดียว เขาคือ “การส่งออก” นั่นเอง เนื่องจากค่าเงินบาทที่ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยแทบจะไม่มี “เม็ดเงินจากต่างประเทศ” เข้ามาลงทุนเลย ผมจึงมองว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย...ย่ำต๊อกอยู่กับที่เป็นสิบปี


สี่หลังปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาอหังการ


ปี 2552-2554 ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มทยายขึ้นทะลุ 500 จุด และไปต่อเรื่อยๆ จนทะลุ 1,000 จุด และไม่ใช่ดัชนีตลาดหุ้นไทยตลาดเดียวในโลกที่ขึ้น ตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ก็ขึ้นกันอย่างมโหฬาร นั่นเป็นเพราะสหรัฐอเมริกาประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ และได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) โดยการสูบฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกต่างทะยานขึ้นกันถ้วนหน้า


QE1, QE2 และ QE3 ของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาระหว่างปี 2551-2557 ก็ได้ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,643.43 จุด ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ในรอบนี้อาจกล่าวได้ว่า “เม็ดเงินต่างประเทศ” จากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) เป็นสาเหตุหลักในการที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้น


คุณผู้อ่าน...คงพอเห็นภาพบ้างแล้วนะครับว่า ชะตากรรมของดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร?


ท้ายนี้... ผมอยากจะบอกว่า กลุ่มยูโรโซนได้เริ่มทำ QE แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมาด้วยเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบสูงถึง 60,000 ล้านยูโรต่อเดือน ตามหลังญี่ปุ่นที่กำลังอัดฉีด QE อยู่สูงถึง 80 ล้านล้านเยนต่อเดือน หลังจากนี้ไปอาจจะเป็นเดือนๆ... หรือปีๆ... คุณผู้อ่านคงจะพอเดาได้ว่า... “ดัชนีตลาดหุ้นไทย” น่าจะไปทิศทางใด? โชคดี...ในการลงทุนนะครับ