อันเนื่องมาจากเรื่องความสุขทางเศรษฐกิจ

อันเนื่องมาจากเรื่องความสุขทางเศรษฐกิจ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานของสื่อไทยหลายสำนักบ่งว่า ชาวไทยจำนวนหนึ่งซึ่งรวมทั้งผู้นำรัฐบาลแสดงความลิงโลดใจกับรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

ที่ต่างตีความหมายกันว่า เมืองไทยนี้แสนดีเพราะมีความสุขทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก แต่ส่วนใหญ่ดูจะมิได้ใส่ใจในรายละเอียดของรายงานนั้นและ “ความสุขทางเศรษฐกิจ” ที่อ้างถึงคืออะไรกันแน่


รายงานของบลูมเบิร์กมีต้นตออยู่ที่แนวคิดเก่าแก่แนวคิดหนึ่งซึ่งอาร์เธอร์ โอกุน เสนอไว้หลายปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเมื่อปี 2523 เขาตั้งชื่อว่า Misery Index และคำนวณจากการนำตัวเลขสองตัวมารวมกัน นั่นคือ อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อ อัตราทั้งสองนี้บ่งชี้ถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ ยิ่งสูง ปัญหายิ่งมาก Misery Index จึงมิได้ชี้วัดความสุข หากชี้วัดปัญหา หรือความทุกข์ยาก นอกจากนั้น แม้โอกุนจะนำตัวเลขทางเศรษฐกิจมารวมกัน แต่เป้าหมายของเขามิได้จำกัดอยู่ที่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงด้านอื่นอีกด้วยโดยเฉพาะด้านสังคม ด้วยเหตุนี้ Misery Index อาจแปลว่า “ดัชนีแห่งความทุกข์ยาก” ในปัจจุบัน ชาวอเมริกันไม่ค่อยใช้คำนี้ในบริบทนั้นเนื่องจากมันไม่เป็นที่ยอมรับ หากใช้ในช่วงฤดูร้อนเมื่อพูดถึงภาวะของบรรยากาศรอบตัว ในบริบทนี้ เขานำตัวเลขที่วัดอุณหภูมิมารวมกับตัวเลขที่วัดความชื้นของอากาศ ในภาวะที่ทั้งอากาศก็ร้อนมากและความชื้นก็สูงมาก ทุกคนจะเหงื่อไหลไคลย้อย รู้สึกงุ่นง่านจนนั่งไม่ติดและอยากกระโจนลงสระน้ำหรือเข้าไปในห้องที่ปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ


ในรายงาน บลูมเบิร์กพูดถึง 51 ประเทศโดยนำตัวเลขการคาดการณ์อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อสำหรับปีนี้ที่ค้นหาได้ในแหล่งต่าง ๆ มารวมกัน เมืองไทยได้ค่าดัชนีที่ 1.6 ซึ่งต่ำที่สุด จึงมีผู้สรุปว่า เมืองไทยมีความสุขทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก นอกจากการสรุปเช่นนั้นจะมีปัญหาทางด้านตรรกะเพราะการมีความทุกข์ยากต่ำสุดมิได้หมายความว่ามีความสุขสูงสุดแล้ว ยังมีปัญหาที่ชี้บ่งว่าผู้สรุปอาจมิได้อ่านรายงานต่อไปให้จบ หรือไม่พยายามพิจารณาต่อไปให้ละเอียดอีกด้วย


บลูมเบิร์กคงคาดเดาถูกว่าดัชนีที่เขาเสนออาจนำไปสู่การสรุปแบบมักง่ายจึงได้พูดถึงตัวเลขอีกตัวหนึ่งควบคู่กันไว้ด้วย นั่นคือ รายได้เฉลี่ย หรือต่อหัวคน นอร์เวย์ซึ่งบลูมเบิร์กอ้างการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า ในปี 2558 จะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดในโลกคือ 67,619 ดอลลาร์ในขณะที่ดัชนีความทุกข์ยากอยู่ที่ 5.95 (อัตราการว่างงาน 3.75% และอัตราเงินเฟ้อ 2.2%) ส่งผลให้นอร์เวย์อยู่ลำดับที่ 43 หากนับจากสูงลงมาต่ำ หรือลำดับที่ 9 หากนับจากต่ำขึ้นไปหาสูง สำหรับเมืองไทย ไอเอ็มเอฟคาดว่ารายได้เฉลี่ยสำหรับปีนี้จะอยู่ที่ 15,320 ดอลลาร์ หรือราว 23% ของชาวนอร์เวย์หลังปรับกำลังซื้อของรายได้ให้ตรงกัน เมื่อดูตัวเลขของเมืองไทย บลูมเบิร์กแสดงความคิดเห็นไว้ด้วยว่า จริงอยู่ดัชนีดูดีมาก แต่คงอีกนานกว่าเมืองไทยจะพัฒนาไปใกล้ประเทศที่พัฒนาแล้ว


การที่บลูมเบิร์กแสดงความเห็นเช่นนั้นคงเพราะได้พิจารณาปัจจัยอื่นที่มิได้ปรากฏในรายงานด้วย อาทิเช่น ชาวนอร์เวย์มีสวัสดิการสูงมาก สำหรับทางด้านการว่างงาน ชาวนอร์เวย์มีสวัสดิการเป็นอันดับสองของโลกรองจากชาวเดนมาร์กเท่านั้น นั่นคือ ได้รับเงินสวัสดิการที่มีค่าเท่ากับ 86.7% ของรายได้ในตอนก่อนตกงานเป็นเวลา 500 วัน หรือ 1 ปีกับอีก 4.5 เดือน ยิ่งกว่านั้น เขามักมีเสื้อผ้าและที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานสูงอยู่แล้ว คนงานไทยที่ตกงานไม่มีสวัสดิการในระดับเดียวกับเขาและคนไทยนับล้านที่มีงานทำก็มีรายได้ต่ำจนไม่สามารถจะมีที่อยู่อาศัยและมาตรฐานการครองชีพใกล้เคียงกับเขาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พอจะสรุปได้ไหมว่า โดยทั่วไปชาวไทยมีความสุขทางเศรษฐกิจมากกว่าชาวนอร์เวย์?


เมื่อพูดถึงความสุขซึ่งทุกคนมักแสวงหา ขอนำแก่นของบทความประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 มาเสนอ (ผู้ต้องการอ่านรายละเอียดอาจอ่านหนังสือเรื่อง “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน” ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com ) เรื่องนี้น่าจะสำคัญกว่ามากและมาจากการค้นคว้าของมูลนิธิในอังกฤษที่พบว่า หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเพื่อซื้อหาสรรพสิ่งมาเพิ่มจะไม่ทำให้เกิดความสุขกายสบายใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลังจากร่างกายมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอแล้ว ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสุขกายสบายใจอาจแยกได้เป็น 6 หมวดหมู่ดังนี้


หนึ่ง การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้างและการมีเพื่อน ผู้อยู่รอบข้างรวมทั้งสมาชิกในครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน สอง การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจซึ่งรวมทั้งการออกกำลังกายไปจนถึงการทำงานอดิเรกจำพวกสวนครัว สาม การมีความช่างสังเกตซึ่งรวมทั้งการมองดูสิ่งต่าง ๆ รอบข้างอย่างละเอียดและการมองเข้าไปในจิตใจของตัวเอง เรื่องนี้มีฐานอยู่ที่การนั่งสมาธิซึ่งสังคมตะวันตกวิจัยจนได้ผลเป็นที่ยอมรับแล้วว่าส่งผลดีมากต่อหลากหลายด้าน ล่าสุดนิตยสารไทม์ฉบับประจำวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมารายงานว่า นักเรียนชั้นประถม 4-5 ที่เข้าโครงการฝึกนั่งสมาธิทำข้อสอบคณิตศาสตร์ได้คะแนนสูงกว่านักเรียนรุ่นเดียวกันอื่น ๆ ถึง 15%


สี่ การเรียนรู้อยู่เป็นนิจซึ่งอาจเป็นการเรียนวิชาใหม่ ๆ การหัดเล่นดนตรี การหัดเขียนภาพและการทำอาหาร ห้า การให้ซึ่งรวมทั้งการยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรไปจนถึงการอาสาช่วยงานในชุมชนและการทดแทนคุณแผ่นดิน และ หก หมวดอื่น ๆ อันประกอบด้วยด้านอาหารซึ่งควรมีสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณพอเหมาะและสมดุล ด้านการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และด้านการทำงานที่มีความพอใจ