ชนชั้นกลางระลอกสุดท้ายในสังคมไทย (2)

ชนชั้นกลางระลอกสุดท้ายในสังคมไทย (2)

กลุ่มคนที่เรียกโดยรวมว่า “ชนชั้นกลาง” ได้ก่อให้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าเราจะใช้คำว่า “ชนชั้นกลาง” เหมือนกัน

แต่ในแต่ละระลอกของความเปลี่ยนแปลง คุณลักษณะและบทบาทในการเปลี่ยนแปลงของ “ชนชั้นกลาง” ก็ไม่ได้เหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง แม้ว่าในเรื่องหรือแกนหลักของคนกลุ่มนี้จะคล้ายคลึงกันก็ตาม



ภายหลังจากการทำสนธิสัญญาการค้าเสรีในปี พ.ศ. 2398 การเปลี่ยนรูปรัฐโดยเริ่มต้นจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทำให้เกิดการขยายตัวของระบบราชการและดึงเอาสามัญชนจำนวนหนึ่งเข้าสู่ระบบราชการ พร้อมๆ กับการขยายตัวของการผลิตเพื่อขายได้ที่เกิดขึ้นหลังการเปิดประเทศเพื่อการค้าเสรีทำให้เกิดกลุ่มคนที่ทำงานในระบบการแบ่งงานกันทำมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มพ่อค้า กลุ่มนักหนังสือพิมพ์ เป็นต้น


กลุ่มที่ทำงานเลี้ยงชีพตนเองด้วยความสามารถ/ศักยภาพส่วนตัวที่มีการจัดตั้งทางสังคมเข้มแข็งที่สุด ได้แก่ กลุ่มสามัญชนที่เป็นข้าราชการ เพราะช่วงแรกของการขยายตัวของระบบราชการจำเป็นต้องสร้างการสื่อสารภายในกระทรวง ทบวง กรม ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถที่จะสื่อสารกันได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะกัน หรือผ่านวารสารของหน่วยราชการนั้น ในขณะที่กลุ่มพ่อค้าจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงรัฐเพื่อความอยู่รอดของตนเองมากกว่า ส่วนกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่ถือว่ามีบทบาทไม่น้อยก็ไม่ได้มีความมั่นคงในชีวิตการทำงานนัก เพราะอำนาจรัฐควบคุมการนำเสนอความคิดเห็นอย่างเข้มข้น


แม้ว่ากลุ่มข้าราชการที่มีที่มาจากสามัญชนจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการชุบเลี้ยงให้เติบโตในระบบราชการ แต่พื้นฐานของความเป็นสามัญชนก็ได้กำหนดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาให้มองเห็นว่าในอีกด้านหนึ่งของความสำเร็จทางราชการของตนนั้นเกิดขึ้นจากความสามารถ/ศักยภาพส่วนตัว แรงปะทะ/ยื้อฉุดกันระหว่างความรู้สึกนึกคิดในสองทางนี้ดำรงอยู่มาเป็นเวลานานแม้กระทั่งหลังจากที่ชนชั้นนำของคนกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วในปี พ.ศ. 2475


แม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สามารถรักษาระบอบการเมืองของตนไว้ได้ยาวนาน เพราะมีชีวิตเพียงประมาณห้าสิบปี แต่ผลของการเปลี่ยนรูปและการขยายตัวของรัฐเข้าสู่สังคมชาวนาธรรมดา และดึงเอาลูกหลานชาวนาที่หากว่าไม่เข้ามาสัมพันธ์กับรัฐ/ไม่เข้ามาสู่ระบบราชการก็ไม่มีทางที่จะมีชีวิตที่มีความหมายอีกแบบหนึ่งได้ ทำให้รากฐานของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้ถูกหักล้างลบทิ้งโดยสิ้นเชิง


เมื่อกลุ่มก้อนของข้าราชการที่มาจากสามัญชนที่มีความเข้มแข็งและสื่อสารกันทางความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางจนเห็นว่าหากปล่อยให้รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดำรงอยู่ต่อไปก็อาจจะเกิดปัญหาแก่ “บ้านเมือง” มากขึ้น เพราะการกำหนดชาติกำเนิดไว้สูงกว่าศักยภาพและความสามารถส่วนบุคคลได้กลายเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของชาติ จึงได้รวมกลุ่มกับเปลี่ยนแปลงการปกครองในนามของคณะราษฎร


การสร้างรัฐใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนที่ใช้ความสามารถ/ศักยภาพส่วนตัวในการดำรงชีวิตแต่เป็นการดำรงชีวิตในระบบราชการ จึงทำให้ด้านหนึ่งนั้นหลุดไม่พ้นจากการคิดคำนึงถึงการใช้กลไกอำนาจรัฐราชการในการเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจ การขยายตัวของการผลิตแบบทุนนิยมโดยใช้กลไกรัฐเป็นเครื่องมือจึงขยายออกอย่างรวดเร็วหลังจากพวกเขาสามารถมีอำนาจเต็มหลัง พ.ศ. 2480 ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ดึงเอาบรรดาพ่อค้าที่ทั้งเป็นคนจีนสยามและคนไทยเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมราชการนี้ การก่อรูปรัฐระบบราชการจึงเกิดขึ้นและดำเนินมาจนถึงจังหวะความเปลี่ยนแปลงอีกระลอกหนึ่งหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์


หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พ่อค้าจีนระดับต่างๆ ได้ค่อยๆ ตัดสินใจที่จะอยู่เมืองไทยอย่างถาวร เพราะไม่สามารถที่จะกลับประเทศจีนได้ การลงทุนในการค้าระดับต่างๆ ได้ทวีสูงมากขึ้น สถิติของการเปิดร้านค้าพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้นในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในเขตเมืองของทุกจังหวัด เพราะ การออกไปในถิ่นฐานที่มีลู่ทางทางการค้าใหม่ๆ เป็นทางเลือกของชีวิตที่ดีกว่าที่จะจ่อมจมอยู่ในกรุงเทพฯแบบเดิม (เดิมหวังว่าทำงานเก็บเงินแล้วจะเดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีน)


การค้าที่ขยายตัวออกไปทุกพื้นที่ของประเทศได้เชื่อมต่อเส้นทางการค้าระหว่างกรุงเทพฯกับหัวเมืองให้แน่นกระชับมากขึ้น แต่ระบบการค้าประสบปัญหาจากกลไกระบบราชการที่พยายามเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่ายจ่ายแจกแบบระบบทุนนิยม จึงทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปรัฐจากรัฐระบบราชการทางเศรษฐกิจ (ทุนนิยมโดยรัฐ) มาสู่รัฐที่ปล่อยให้เอกชนดำเนินการค้าโดยเสรีมากขึ้น


กลุ่มชนชั้นกลางรุ่นที่สองที่เป็นคนจีนและลูกจีนรุ่นแรกๆ ต้องการอิงกับอำนาจรัฐแต่ต้องเป็นอำนาจรัฐอีกลักษณะหนึ่งที่ต้องเปิดโอกาสและเอื้ออำนวยให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตน (พรรคคอมมิวนิสต์ที่พยายามจะใช้ฐานความเป็นคนจีนในการขยายฐานก็ไม่ประสบผลสำเร็จ) การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปรัฐจากรัฐระบบราชการให้กลายเป็นรัฐระบบราชการแห่งการพัฒนาขึ้นมา


การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และการดำเนินงานการเมืองต่อเนื่องของจอมพลถนอมและเครือข่ายจึงเป็นการผสมผสานระหว่างระบบราชการเดิมให้มีอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็ลดบทบาททางเศรษฐกิจลงเพื่อเปิดโอกาสให้แก่กลุ่มพ่อค้าได้ขยายตัวมากขึ้น พร้อมกับได้ตอบสนองแก่กลุ่มพ่อค้าในภูมิภาคด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะถนนแทนรถไฟเพื่อทำให้แต่ละพื้นที่สามารถที่จะติดต่อค้าขายกันได้สะดวกยิ่งขึ้น


กรขยายตัวของชนชั้นกลางทั้งสองระลอกนี้กินพื้นที่ทางสังคมไม่มากนัก ช่วงแรกเป็นกลุ่มข้าราชการที่เป็นเพียงส่วนยอดๆ ของคนในแต่ละพื้นที่ ช่วงที่สอง ก็เป็นกลุ่มพ่อค้าจีนที่เริ่มออกทำการค้าหัวเมือง จึงทำให้ทั้งสองกลุ่มล้วนแต่ต้องให้กลไกอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนตนเอง ไม่สามารถที่จะมีและใช้อำนาจของกลุ่มตนในการเปลี่ยนแปลงรูปรัฐ จึงทำให้รัฐไทยจึงมีส่วนผสมผสานของรากฐานเดิมตลอดมา