Concept ว่าด้วย Moneyball

Concept ว่าด้วย Moneyball

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมพึ่งได้มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Moneyball นำแสดงโดย Brad Pitt ซึ่งออกฉายที่สหรัฐในปี ค.ศ.2011 (พ.ศ.2554)

โดยหนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในบ้านเราในชื่อภาษาไทยว่า “เกมส์ล้มยักษ์” ในช่วง2 -3 ปีที่ผ่านมา 

ภาพยนตร์Moneyballถือได้ว่าน่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ดีเรื่องหนึ่ง ตามความเห็นของนักวิจารณ์แขนงต่างๆ เห็นได้จากภาพยนตร์Moneyball นี้ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์(Oscar) หรือ Academy Award ในปี ค.ศ.2012ถึง 6 รางวัล(แต่ไม่ได้รางวัลเลยซักรางวัลนะครับ) ซึ่งรวมถึงรางวัลใหญ่ ๆ อย่าง หนังยอดเยี่ยมแห่งปี รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Brad Pitt) และรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Jonas Hill) อีกทั้งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe) ถึง 4 รางวัล

ภาพยนตร์Moneyballสร้างตามหนังสือที่เคยติดอันดับ #1 New York Times Best Seller ที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game โดย Michael Lewis ซึ่งหนังสือออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 (พ.ศ. 2547) โดยสมมติฐานหลักของ Michael Lewis ที่ได้มีการนำเสนอออกมาก็คือ เรื่องของการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดซื้อขายนักกีฬาเบสบอลในประเมินราคาค่าตัวของนักกีฬาใน Major League Baseball ที่สหรัฐอเมริกา

โดยในปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) พระเอกของเรื่องอย่าง Billy Beane(แสดงโดย Brad Pitt) อดีตผู้เล่นเบสบอล และผู้จัดการทีมทั่วไปของ Oakland Athletics สามารถทำผลงานของทีมได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม (ชนะ 20 ครั้งติดต่อกัน) ด้วยการหาประโยชน์จากการไม่มีประสิทธิภาพดังกล่าวของตลาด โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติเป็นหลักในการรวบรวมตัวผู้เล่นที่มีคุณค่าแต่ราคาไม่แพง สอดคล้องเหมาะสมกับงบประมาณของทีมที่ถูกจำกัดอย่าง ๆ จากเจ้าของทีม (มีเงินประมาณเพียง 1/3 ของทีมใหญ่) ในขณะที่ ตอนนั้นทีมยักษ์ใหญ่ทีมอื่น ๆอาทิ New York Yankees หรือ Boston Red Soxยังคงใช้วิธีการคัดเลือกนักกีฬาแบบดังเดิมของแมวมอง 5 หลักได้แก่ 1 การตี (hitting) 2 กำลัง (power) 3 ความสามารถในการคุมพื้นที่(fielding) 4 ความแข็งแรงของแขน (Arm Strength) และ 5 ความเร็ว (Speed)

ตามท้องเรื่อง Billy Beaneผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นเบสบอลมาก่อน ไม่ได้มีความรู้เรื่องสถิติอะไร แต่อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจในทีมงานซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์จาก Yale University ชื่อว่า Peter Brand (ในหนังแสดงโดย Jonas Hillแต่ในความเป็นจริงตัวจริงของ Peter Brand คือนักวิเคราะห์ชื่อว่า Paul Depodestaจาก Harvard University แต่ Pualไม่อยากให้มีการอ้างชื่อตนเองอยู่ในภาพยนตร์) ในการนำเครื่องมือทางสถิติอย่างทฤษฎีความน่าจะเป็น และหลักการทางเศรษฐมิติ (Econometrics) มาใช้วิเคราะห์ความเหมาะสมระหว่าง ราคาค่าตัวของนักกีฬากับตำแหน่งที่นักกีฬาสามารถจะ Fit in ได้กับทีม และ การใช้ข้อมูลในการวัดสมรรถภาพ จนทำให้ Billy Beane (Brad Pitt) สามารถนำทีม Oakland Athletics สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นในปี ค.ศ. 2002

ต่อมา ข้อสมมติฐานของ Michael Lewis และเรื่องราวของ Billy Beaneในเรื่องราวของ Moneyballในปี ค.ศ. 2002นี้ ได้รับการสนับสนุนและยืนยันจากผลงานทางวิชาการใน Journal of Economic Perspectivesของ ศาสตราจารย์ Jahn K. Hakes and Raymond D. Sauer ในปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549)เรื่อง An Economic Evaluation of theMoneyball Hypothesis

ผลกระทบจากหนังสือและภาพยนตร์Moneyballทำให้ปัจจุบันคำว่า Moneyballถูกนำไปใช้ในเชิง อุปมาอุปไมยสำหรับหลายอย่างในเชิงธุรกิจ อาทิ การบริหารจัดการงบประมาณ (ว่าต้องประหยัดและมีประสิทธิภาพเหมือนในหนัง Moneyball) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าถึงข้อสรุปที่ดีที่สุด รวมถึงการบริหารงานให้ได้ประสิทธิภาพด้วยวิธีการนอกกรอบ เป็นต้น ซึ่งก็มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ Concept ของ Moneyballออกตามมาหลายเล่ม อาทิ “Making Everything: Using The "Moneyball" Concept To Improve Your Putting” โดย Joseph Davis ในปี 2012 “Moneyball Marketing” โดย Larry Popelkaในปี 2012“Moneyball for Government” โดย Kelly Ayottle and Mark Warner ในปี 2014

ในปัจจุบันแน่นอนว่าทุกทีมของ Major League Baseball ได้นำเอา Concept เรื่อง Moneyballไปใช้เรียบร้อยหมดแล้ว เห็นได้จากผู้ช่วยตัวจริงและนักวิเคราะห์ตัวจริงของ Beaneในตอนนั้น ซึ่งก็คือ Paul Depodesta ปัจจุบันได้ถูกจ้างโดยทีมใหญ่อย่างNew York Mets ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสรรหาและพัฒนาผู้เล่นของทีม ไม่รวมถึงการนำ Concept เรื่อง Moneyballนี้ไปใช้ในกีฬาอาชีพอื่นในสหรัฐ ได้แก่ อเมริกันฟุตบอล ใน National Football League (NFL) หรือ บาสเกตบอล ของ National Basketball Association (NBA)

สำหรับในเชิงธุรกิจนั้น การใช้ Concept ของ Moneyballซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในเชิงพฤติกรรมภายใต้การวิเคราะห์ที่เป็นระบบเชิงสถิติ จะสามารถช่วยแสดงให้เห็นถึงความโน้มเอียงเชิงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามกระแสอันเกิดจากอารมณ์และความรู้สึก (ที่บ่อยครั้งอาจจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง) ทำให้ผู้บริหารสามารถยืนอยู่ภายใต้จุดยืนของตนโดยไม่หวั่นไหวไปกับกระแสต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในวงการการลงทุนConcept ของ Moneyballน่าจะเป็นการใช้ความพยายามให้การเฟ้นหาหุ้นที่มีมูลค่าและพื้นฐานดีที่ยังมีราคาซื้อขายกันในตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและเมื่อเจอแล้วก็ให้ซื้อและถือไว้ (ซึ่งในบางครั้งอาจจะต้องรอนานสักหน่อยก็ตาม) ซึ่ง Kathy Kristofจากนิตยสาร Kiplinger ได้นำเสนอ 5 ข้อคิดสำหรับนักลงทุนภายใต้ Concept ของ Moneyballไว้อย่างน่าสนใจได้แก่ 1. Don’t believe your eyes 2. Capitalize on inefficiencies 3. Don’t watch the game 4.One game is not a season และ 5.Experience reduces risk

โดย ข้อ 1 และ 3 นั้นชัดเจนอยู่แล้วครับว่านักลงทุนหากมีหลักการที่ดีแล้ว อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น (แต่ให้เชื่อผลลัพธ์ของการวิเคราะห์) และอย่านั่งอยู่หน้าจอในช่วงเวลาที่ตลาด Panic อันอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ โดยในข้อ 2 Capitalize on inefficienciesนั้นจะใกล้เคียงกับของ Warren Buffet นั่นคือให้ซื้อบริษัทดี ๆ ที่มีราคาถูก ๆ ในช่วงเวลาที่ไม่เป็นที่นิยม

ส่วนในข้อ4 One game is not a season ก็คือ หากซื้อหุ้นมาแล้วแม้จะขาดทุนบางในบางตัวก็เป็นสิ่งที่ยอมรับ และในข้อที่ 5Experience reduces risk เป็นแนวคิดที่ว่าการวิเคราะห์ความเสี่ยงในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมมีความชัดเจนว่าการวิเคราะห์บริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ผ่านวิกฤตใด คล้าย ๆ กับนักกีฬาที่ผ่านมหาวิทยาลัยเมื่อเปรียบเทียบกับนักกีฬาที่ออกมาเล่นอาชีพทันทีหลังจบมัธยมที่ Beaneพิจารณาว่ามีแนวโน้มในการประสบความสำเร็จมากกว่า