ไม่เอา EIA ไม่เอา NGO หวังอะไรให้ระวัง!

ไม่เอา EIA ไม่เอา NGO หวังอะไรให้ระวัง!

กระผมขอเขียนเรื่องนี้ในฐานะของผู้มีส่วนได้เสียและเป็นส่วนประกอบของตัวย่อทั้งสองที่เชื่อมโยงกัน ส่วนแรกในฐานะผู้ประกอบการบริษัทที่ผมทำงานอยู่

ต้องมีการจัดทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนจะเริ่มดำเนินโครงการ ส่วนที่สองในฐานะของคณะทำงานวิชาการพื้นที่ชุ่มน้ำ ผมมีหน้าที่ในการให้ความเห็นทางวิชาการใน EIA ที่เกี่ยวข้อง และส่วนที่สามในฐานะนักวิชาการอิสระในบางครั้งผมก็ทำตัวเป็น NGO คัดค้านโครงการต่างๆ ที่ผ่านมามักมีกระแสจากบุคคลทั่วไปและนักธุรกิจที่รังเกียจ ทั้ง EIA และ NGO ซึ่งถูกมองว่าเป็นกิจกรรมและกลุ่มบุคคลที่ถ่วงความเจริญ ในฐานะที่ผมมีส่วนร่วมอยู่ทุกภาคส่วนจึงเห็นภาพจากทุกฝ่ายและอยากจะแชร์มุมมองจากทุกกลุ่มครับ


ในฐานะของผู้ประกอบการ ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีนักธุรกิจและ/หรือหัวหน้าหน่วยงานราชการระดับสูงเจ้าของโครงการที่ต้องทำ EIA น้อยรายเหลือเกินที่มีเวลามานั่งอ่านเนื้อหาของ EIA เอาจริงๆ ก็คือระดับกรรมการบริษัทหลายท่านที่ผมได้สอบถามมาร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครตอบได้ด้วยซ้ำว่าเนื้อหาหลักของ EIA มีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ท่านรู้แต่ว่ามันเป็น “อุปสรรค” ที่ต้องผ่านก่อนที่จะดำเนินโครงการ ทั้งที่จริงๆ แล้ว EIA เป็นการศึกษาที่ช่วยให้โครงการดำเนินโครงการได้อย่างราบรื่น เป็นเหมือนการเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะเริ่มโครงการ


ก่อนจะมีการก่อสร้างขนาดใหญ่ใดๆ ผู้ประกอบการทั่วไป มี 2 สิ่งที่ต้องทำแน่นอน คือการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ในโครงการที่เป็นลักษณะโรงงาน จะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม ซึ่งบริษัทอาจจะทำเองหรือต้องไปจ้างคนอื่นทำ ถ้าทำเองก็อาจจะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญให้มายืนยันกับสถาบันการเงินอีกทีว่าเป็นโครงการที่ทำได้จริง การทำ EIA เหมือนเป็นการทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทางด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งมีความจำเป็นไม่แพ้กันในยุคปัจจุบัน และข้อดีก็คือหลังจากจ้างให้ที่ปรึกษาไปทำการศึกษามาแล้ว EIA มีคณะผู้ชำนาญการระดับชาติที่จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้ตรวจสอบโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ สผ. มีช่วงระยะเวลาที่ชัดเจนที่จะต้องทำการพิจารณาโครงการที่ถูกส่งเข้ามา (ภายใน 75 วัน) เวลาบอกว่า EIA ทำให้โครงการล่าช้า จึงเป็นเรื่องของการจัดทำ EIA ที่ล่าช้า หรือการถูกปรับแก้ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ (ซึ่งเป็นความไม่พร้อมของโครงการ) มิใช่ว่า สผ.พิจารณาล่าช้า ทั้งนี้ EIA จึงเป็นเสมือน เครื่องยืนยันอีกทางหนึ่งว่าโครงการจะสำเร็จราบรื่นและสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งทางด้านเทคนิคและชุมชน เช่นเดียวกับการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและวิศวกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการเงินในปัจจุบันให้ความสำคัญไม่แพ้กัน


ทั้งนี้ EIA คือการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันก่อนเกิดโครงการ 4 หัวข้อหลักคือ ชีวภาพ กายภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และ คุณค่าคุณภาพชีวิต และจากนั้นจะทำการสมมุตินำกิจกรรมของโครงการเข้ามาในพื้นที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างมีผลดีอย่างไร ถ้ามีผลเสียต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งเป็นการศึกษาในพื้นที่ให้รอบด้าน โดยมีการกำหนดให้มีการรับฟังเสียงจากชุมชนรอบด้านอย่างพอเพียง ผมอยากจะยกตัวอย่าง เช่น โครงการเหมืองแร่ ที่มีโอกาสทำให้แหล่งน้ำหรือหน้าดินปนเปื้อน ซึ่งในความเป็นจริงตัวแร่เองอาจจะปนเปื้อนแหล่งน้ำและผิวดินอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือ โครงการที่มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดฝุ่น แต่ตัวท่านเองได้มีการวางระบบที่มั่นใจแล้ว แต่พื้นที่โดยรอบอาจจะมีแหล่งฝุ่นจากที่อื่นอยู่ก่อนแล้ว ถ้าหากได้ทำการศึกษาสิ่งเหล่านี้ไว้ว่าเกิดก่อนที่จะมีโครงการ ก็จะช่วยให้ท่านบริหารงานในอนาคตได้ง่ายขึ้น เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตก็มีหลักฐานทางวิชาการที่สามารถอ้างอิงได้ จะเห็นว่าหลายโครงการที่มีการทำ EIA ที่ไม่รอบคอบและกว้างขวางเพียงพอ เมื่อมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน มักจะขาดข้อมูลทางวิชาการที่จะนำมาสนับสนุนเพื่อปกป้องตัวของโครงการเอง ทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการและชุมชนอย่างไม่มีวันจบสิ้น


จะเห็นว่าผู้ที่บ่นเกี่ยวกับความยุ่งยากของกระบวนการ EIA มักจะเป็นฝั่งของผู้ประกอบการ ในขณะที่ฝั่งชาวบ้าน มักจะมีการเรียกร้องให้ศึกษาเพิ่มขึ้น นานขึ้น ทั้งนี้ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าประเทศไทย จะสามารถดำเนินโครงการใดๆ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากชาวบ้านรอบข้างได้อีกแล้ว ส่วนหนึ่ง คือมาตรฐานของกฎหมายที่ดีขึ้น และอีกส่วนคือความเข้มแข็งขึ้นขององค์กรที่ไม่เป็นของรัฐ หรือที่เราเรียกตัวย่อกันว่า NGO โดยหลักการแล้ว บทบาทของ NGO ที่เกี่ยวข้องกับ EIA คือการเป็นนักวิชาการ เป็นปากเสียง ให้กับฝ่ายชาวบ้าน ชาวบ้านทั่วไปคงไม่มีความสามารถพอที่จะอ่านเอกสาร EIA หรือสามารถทำความเข้าใจเอกสารต่างๆ ได้ทั้งหมด NGO จึงมีหน้าที่เหมือนนักวิชาการฝ่ายชาวบ้าน ที่ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการศึกษา EIA และช่วยให้คำแนะนำกับผู้ชำนาญการของ สผ. ซึ่งอาจจะไม่มีเวลาลงพื้นที่จริง ว่ามีส่วนไหนที่ควรมุ่งเน้นเป็นพิเศษบ้าง ซึ่งทั้งนี้ NGO ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายกระบวนการตัดสินใจใดๆ ของคณะผู้ชำนาญการ ด้วยธรรมชาติของ NGO ซึ่งทำงานแบบนี้ จึงเหมือนกับว่า NGO จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ประกอบการและหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการอยู่เสมอ ซึ่งผมเชื่อว่ามันเป็นโครงสร้างที่ดีและในทุกประเทศที่เจริญแล้วก็มีกัน เพื่อการถ่วงดุลอำนาจรัฐและทุนต่างๆ ถ้าโครงการทำดีและไม่มีปัญหาอะไร ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีโครงการไหนไม่ผ่านความเห็นชอบในระยะเวลาที่เหมาะสม


แน่นอนว่าในทุกวงการ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนเก่งและคนไม่เก่ง การยอมรับนับถือกันและกัน มาจากผลงานมากกว่า บางครั้งสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยคือการ จับ NGO ทั้งหมดไปเป็นกลุ่มของพวกที่ขัดขวางการพัฒนา ซึ่งจริงๆ แล้ว NGO ที่ดี ไม่มีใครขัดขวางการพัฒนา แต่การพัฒนานั้นๆ ต้องเป็นไปอย่างยั่งยืน คือธุรกิจเติบโต สิ่งแวดล้อมไม่เสียหาย ชุมชนอยู่ได้และเข้มแข็ง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว โครงการนั้นๆ ก็ไม่นับว่าเป็นการพัฒนาที่ดี แน่นอนว่าในเมื่อไม่มีภาครัฐสนับสนุน เงินทุนของ NGO ก็ต้องมาจากแหล่งอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานเอกชนอื่นๆ การตีขลุมว่า NGO รับเงินต่างชาติมาถ่วงความเจริญ จึงเหมือนกับการบอกว่า ทุนต่างชาติ เอาเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อกอบโกยทรัพยากรและผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการเหมารวมที่ไม่มีหลักการใดๆ


ก่อนที่จะบอกว่า EIA ถ่วงความเจริญ ทำให้โครงการล่าช้า NGO โง่และรับเงินต่างชาติ ลอง คิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ดูกันที่เนื้อหาเป็นเรื่องๆ ไปดีกว่าครับ วันนี้คุณอาจจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ NGO ลองนึกดูเล่นๆ ว่าวันหนึ่งอาจจะมีโครงการอะไรแปลกๆ มาอยู่ใกล้บ้านท่าน วันนั้นท่านคิดว่าใครจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ข้างท่าน? จริงๆ ก็คือเรามาดูกันที่ข้อมูลทางวิชาการดีกว่าครับว่าของฝ่ายไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน ก่อนที่จะตัดสินใจ ว่าใครถ่วงความเจริญกันแน่