บทเรียนวงศาคณาญาติ สปช. คือบทเรียนสังคมไทย

บทเรียนวงศาคณาญาติ สปช. คือบทเรียนสังคมไทย

เมื่อไม่นานมานี้ สังคมไทยตื่นตัวกับข่าวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่งตั้งวงศาคณาญาติ ทั้ง บุตร เขย สะใภ้ ภรรยา สามี

เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวและผู้ช่วยดำเนินงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งเดียวกับที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการเลือกตั้งมีไว้เพื่อช่วยงานด้านต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติกำหนดไว้เป็นระเบียบว่า เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษา จัดทำข้อมูลที่จำเป็นเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการทำงานของ ส.ส. ส.ว. รวมทั้ง สนช. และ สปช. ชุดที่มาจากการแต่งตั้งในปัจจุบันนี้ด้วย


เป็นที่ทราบกันดีว่า การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงาน ของ ส.ส. ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งชุดก่อนๆ นั้น ส่วนมากแล้วก็แต่งตั้งวงศาคณาญาติไม่ต่างจาก สปช. ที่เป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อเร็วๆ นี้ จนทำให้ สปช. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ยกขึ้นมาอ้างว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำกันแบบนี้ และไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามไว้


หากใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว สาธุชนทั้งหลายย่อมจะเห็นได้ว่า แม้ไม่มีกฎหมายห้ามแต่งตั้งวงศาคณาญาติเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวก็จริง แต่มีระเบียบตราไว้เป็นเจตนารมณ์แน่ชัดว่า ให้แต่งตั้งผู้มีความรู้ความสามารถเพื่อช่วยเหลือดำเนินงานด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน โดยเงินจากภาษีอากรของประชาชนซึ่งนำมาเป็นงบประมาณของชาติแล้วจัดสรรเป็นค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนของผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดังกล่าว มิใช่เงินส่วนตัวของ ส.ส. ส.ว. สนช. สปช. แต่อย่างใด ฉะนั้น หน้าที่ของผู้แต่งตั้งก็ต้องหา “ผู้มีความรู้ความสามารถ” ตรงกับที่กำหนดไว้ในระเบียบ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เป็นผู้ใกล้ชิดสนิทสนม ทั้งๆ ที่อาจไม่มีคุณสมบัติตรงตามกำหนดเลย เพราะตามข้อมูลที่สื่อมวลชนนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ นั้น มีบางคนแต่งตั้งบุตรที่ยังเรียนหนังสืออยู่มาเป็นผู้ช่วยดำเนินงานก็มี ซึ่งยากที่จะเชื่อได้ว่าเป็น “ผู้มีความรู้ความสามารถ” พอที่จะช่วยทำงานสำคัญในระดับชาติที่มีผลต่อชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง


การยกเหตุผล “ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้” และ “ส.ส. ส.ว. ชุดก่อนๆ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ทำกันแบบนี้” มาเป็นข้ออ้างในการทำเช่นนี้ของ สปช. (และอาจรวม สนช. ด้วย) นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้งเมื่อทำไปแล้วก็เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติทั้งสิ้น เพราะนำคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถตรงกับเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบมาทำงาน ซึ่งตามความจริงอาจจะไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันเสียด้วยซ้ำ แต่มาตามสิทธิเพื่อรับผลประโยชน์ให้ครบถ้วนเท่านั้น แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดศีลธรรมจรรยาอย่างชัดเจน เมื่อคิดต่อไปยาวๆ ไกลๆ ย้อนหลังไปสัก 10 หรือ 20 ปี ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณในส่วนนี้ไปมากเพียงใด


การกระทำดังกล่าวก็ไม่ต่างจากการคอร์รัปชัน เป็นการใช้กฎหมายแสวงหาประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง ทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับความเสียหาย ยิ่ง สปช. ที่มาจากการแต่งตั้งตั้งด้วยวิธีพิเศษซึ่งเรียกได้ว่าเหยียบหัวประชาชนมาเช่นนี้ และยังให้เหตุผลว่ามาเพื่อทำการแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่กลายกลับว่ามาทำในสิ่งไม่ดีเช่นเดียวกับที่คนก่อนๆ เขาทำกัน และตนเองก็เคยตำหนิติเตียนมาแล้ว ยิ่งทำให้ควรต้องรับผิดชอบมากกว่าปกติ การให้วงศาคณาญาติลาออกจากตำแหน่งและคืนเงินเดือนค่าตอบแทนที่ได้รับไปตามข่าวที่ปรากฏนั้น (ซึ่งไม่ทราบว่าลาออกจริงและคืนเงินจริงหรือไม่) หาได้เพียงพอไม่ ทางที่ดีบรรดา สปช. ที่แต่งตั้งวงศาคณาญาติของตนมากินตำแหน่งดังกล่าวจนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ต้องลาออกจากตำแหน่งด้วย เพื่อเป็นแบบอย่างของ “การปฏิรูป”อย่างแท้จริง และเป็นการพิสูจน์ว่า ไม่ได้เข้ามาแสวงหาประโยชน์ส่วนตนใดๆ


เรื่องการแต่งตั้งวงศาคณาญาติของ สปช. ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ไม่ว่าจะมีอำนาจมากน้อยเพียงใด ว่าไม่ควรทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องโดยอ้างคนก่อนๆ และอ้างข้อกฎหมายว่าไม่ได้ห้าม เพราะมีเรื่องมากมายที่กฎหมายไม่ได้ห้ามแต่ไม่ได้หมายความเป็นเรื่องดีงามไปทั้งหมด หากสังคมไม่ยอมรับก็จะเกิดความเสียหายแก่ตนเองได้ และถือเป็นบทเรียนให้แก่สังคมไทยด้วย ว่าพลังของประชาชนนั้นมีอยู่จริง สามารถตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจเพื่อให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมได้จริง


เป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้รู้ว่า ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ (ในกรณีนี้คือสื่อนำข้อมูลมาเปิดเผย และประชาชนช่วยกันตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์) ย่อมเกิดผลดีแก่ส่วนรวมและส่วนตนอย่างแน่นอน