จับตาการปฏิรูปกฎระเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์

จับตาการปฏิรูปกฎระเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 ลัตเวียรับตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU Presidency) เป็นครั้งแรก ต่อจากอิตาลี

และจะทำหน้าที่เป็นเวลา 6 เดือนจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ก่อนที่ลักเซมเบิร์กจะรับช่วงต่อ หนึ่งในแผนงานของลัตเวียในฐานะ EU Presidency คือการปฏิรูปกฎระเบียบด้านการเกษตรต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของภาคเกษตรและอาหารของอียู โดยเน้นให้ภาคการเกษตรและภาคประมงมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมนวัตกรรมการเกษตรและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2557 คณะกรรมาธิการยุโรปเรียกร้องให้สภายุโรปและคณะมนตรียุโรปจำเป็นต้องจัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับร่างข้อเสนอกฎระเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์และการติดฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์(1)ของคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 ในฐานะที่เป็น EU Presidency ลัตเวียต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวาระดำรงตำแหน่ง

การพิจารณาร่างกฎระเบียบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นวาระเร่งด่วนเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตขึ้นมาก แต่การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของอียูยังไม่สามารถตอบรับกับการขยายตัวของตลาดและผู้บริโภคอียูได้เท่าที่ควร

ร่างกฎระเบียบดังกล่าวเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบการผลิต การตลาด และการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนและก่อให้เกิดภาระต้นทุนสูง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ผลิตในอียู และสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศที่สามมีมาตรฐานเดียวกันกับสินค้าเกษตรของอียูและปฏิบัติสอดคล้องกับกฎระเบียบของอียู อย่างไรก็ดี ร่างกฎระเบียบดังกล่าวได้ถูกคัดค้านจากหลายประเทศสมาชิก และทำให้กระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการออกกฎหมายใหม่ยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน

คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการปรับกฎระเบียบด้านการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยยกเลิกข้อยกเว้นต่างๆ ที่เคยมี เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเข้มงวดและมีมาตรฐานที่เท่าเทียม และเพิ่มความเข้มงวดในการใช้วัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ทั้งหมดในการผลิตและแปรรูปรวมไปถึงการห้ามทำเกษตรอินทรีย์และการเกษตรแบบทั่วไปบนพื้นที่เดียวกัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของการเกษตรธรรมดาและการเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์จะต้องพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากลที่อียูกำหนด เช่น European Union Eco-Management and Audit Scheme (EMAS) ซึ่งรวมไปถึงการปฏิบัติตามมาตรการการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ของอียูด้วย

ในด้านกฎระเบียบด้านการควบคุม คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ปรับเปลี่ยนความถี่ในการตรวจสอบผู้ประกอบการโดยยึดเอาพื้นฐานความเสี่ยงเป็นหลักแทนการตรวจสอบประจำปี พร้อมทั้งจัดระเบียบหน่วยงาน Control Authorities (CA) หรือ Control Bodies (CB) โดยพิจารณาถึงความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงาน CA/CB และเสนอให้มีเพียงหน่วยงานเดียวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมการผลิตของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง หรือควบคุมการผลิตสินค้ากลุ่มเดียวกันในทุกขั้นตอน

ในส่วนของการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สามซึ่งอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากปัจจุบันอียูนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จาก 1) ประเทศที่สามที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น EUs Third Country list ซึ่งมีอยู่ 11 ประเทศที่มีระบบการผลิต การตรวจสอบที่เท่าเทียมกับมาตรฐานอียู และไม่จำเป็นต้องมีหรือขออนุญาตจากหน่วยงานควบคุมของประเทศตน (หน่วยงาน CA/CB) ซึ่งไทยกำลังอยู่ในระหว่างการขอขึ้นทะเบียน และ 2) ประเทศที่สามนอกจากเหนือจาก 11 ประเทศดังกล่าว ที่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งหน่วยงาน CA/CB ที่ได้รับการยอมรับจากอียูเพื่อตรวจสอบ และควบคุมมาตรฐานการผลิตก่อนส่งออกไปยังอียูซึ่งไทยรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ภายใต้ร่างกฎระเบียบดังกล่าวคณะกรรมาธิการยุโรปยังเสนอให้ยกเลิกระบบการสมัครขอขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่สามของสหภาพยุโรป และเปลี่ยนเป็นการจัดทำกรอบความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศแทน หมายความว่าอาจมีการยกเลิกระบบการขอสมัครขึ้นทะเบียนรายชื่อ EUs third country list รวมไปถึงการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงาน CA/CB ของประเทศที่สามด้วย ซึ่งอาจเปลี่ยนไปเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบอียูภายใต้ความตกลงกับประเทศคู่ค้าแทน (international agreement) อย่างไรก็ดี 11 ประเทศที่มีรายชื่ออยู่ใน EUs third country list อยู่แล้ว ข้อตกลงเดิมจะยังคงมีผลบังคับใช้ได้ต่อไป

การปรับร่างกฎระเบียบในด้านการผลิตและนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของอียูนั้น เพราะสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตภายในอียูยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคจึงต้องอาศัยการนำเข้าจากประเทศที่สามมาก ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่สินค้าเกษตรอินทรีย์จากประเทศที่สามจะมีมาตรฐานหรือความเข้มงวดในการตรวจสอบควบคุมไม่เท่าเทียมกับมาตรฐานอียู ดังนั้น การปรับร่างกฎระเบียบดังกล่าวเพื่อให้สินค้าที่นำเข้ามีมาตรฐานเท่าเทียมกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในอียู และเพื่อสร้างความโปร่งใส และการแข่งขันที่เป็นธรรมภายใต้มาตรฐานและกฎระเบียบฉบับเดียวกัน

ในมุมมองของอียู การปรับปรุงกฎระเบียบดังกล่าวนั้นอาจส่งผลดีในด้านมาตรฐานที่เข้มงวด ชัดเจนในการผลิตและส่งออกมายังอียู รวมไปถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวอียูด้วย เนื่องจากทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเดียวกัน อย่างไรก็ดี ในมุมมองของประเทศที่สาม รวมถึงประเทศไทย การปฏิบัติตามกฎระเบียบฉบับเดียวนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแต่ละประเทศก็มีข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรที่แตกต่างกัน กฎระเบียบที่เข้มงวดอาจกลายเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วการส่งออกสินค้ามายังตลาดอียูก็อาจพบเจอกับอุปสรรค ซึ่งไม่ได้เป็นการช่วยเพิ่มอุปทานในตลาด เพราะการส่งออกไปยังตลาดที่สำคัญอย่างอียูทำได้ยากขึ้น

ระหว่างนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรจับตาดูการเปลี่ยนแปลงและท่าทีของลัตเวียในฐานะประธานคณะมนตรียุโรปในช่วงนี้ต่อร่างข้อเสนอกฎระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ร่างข้อเสนอดังกล่าวจะต้องผ่านเข้าสู่กระบวนการหารืออีก ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีกมาก และเมื่อมีการเห็นชอบในร่างกฎระเบียบฉบับที่แก้ไขสุดท้ายแล้วอาจมีผลเริ่มบังคับใช้ในปี 2560 ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศที่กำลังขอสมัครขึ้นบัญชีรายชื่อ EUs third countries lists และมีสินค้าศักยภาพในการส่งออกไปยังอียูหลายชนิด จึงควรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของอียูแต่เนิ่นๆ

ท่านสามารถติดตามข้อมูลเชิงลึกของอียูที่มีผลกระทบสำคัญ หรือเป็นโอกาสต่อประเทศไทย ได้ที่ www.thaieurope.net และติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ที่ Twitter @Thaieuropenews และ facebook Thaieurope.net


..............................................

(1) Brussels, 24.3.2014 COM (2014) 180 final 2014/0100 (COD) http://ec.europa.eu/agriculture/organic/documents/eu-policy/policy-development/report-and-annexes/proposal_en.pdf