วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มยอดขายด้วย Landing Page

หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับหน้า Landing Page หรือ "หน้าลงจอด" สักเท่าไร และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้า Landing Page คืออะไร

สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างไร?


หน้า Landing Page คือหน้าแรกที่แสดงผล หลังจากที่ผู้เข้าชมคลิก URL ที่ผ่านมาจากโฆษณาออนไลน์ ทั้งแบนเนอร์ ข้อความผ่านทางบล็อก หรือผ่านทางสื่อออฟไลน์ เนื่องจากเป็นหน้าแรกที่แสดงผลจึงมีความสำคัญอย่างมาก และเป็นโอกาสเดียวที่คุณจะสามารถขายของหรือแนะนำสินค้าบริการหรือโปรโมชั่น อย่างน้อยผู้เข้าชมก็ต้องมีความสนใจในสินค้าบริการหรือโปรโมชั่นอยู่แล้ว พวกเขาถึงได้คลิกโฆษณานั่นมายังหน้า Landing Page


ดังนั้น หน้า Landing Page จึงต้องมีความพิเศษกว่าหน้าอื่นๆ และไม่แนะนำให้ใช้หน้า Home Page เป็นหน้า Landing Page เพราะหน้า Home Page จะมีเนื้อหามากมาย อาจจะทำให้ผู้เข้าชมสับสน


การเพิ่มยอดขายด้วยหน้า Landing Page จะต้องมีกลยุทธ์พิเศษที่จะเปลี่ยนจากความสนใจมาเป็นลูกค้าได้


Landing Page ที่ดีควรจะมีคุณลักษณะดังนี้


1.เนื้อหาจะต้องสัมพันธ์กับโฆษณา ผู้เข้าชมมา Landing Page เพราะว่าสนใจโฆษณา หาก Landing Page ไม่ได้พูดถึงเนื้อหาเดียวกับที่โฆษณา พวกเขาก็จะผิดหวังแล้วคุณก็จะเสียโอกาสการขายนั้นทันที ถึงแม้ว่าอาจมีสินค้าหรือบริการอื่นๆ ที่ดีกว่า แต่พวกเขาก็อาจไม่สนใจอยู่ดี เหมือนเราไปหลอกให้คลิกมายังเว็บไซต์


2.เนื้อหาต้องโดน ข้อนี้สำคัญอย่างมาก เนื้อหาในโฆษณาอาจจะมีจำกัด ดังนั้นจะมีพื้นที่อีกมากใน Landing Page จะบอกสิทธิประโยชน์ต่างๆ เนื้อหาที่โดนได้แก่


ผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เขียนให้ชัดๆ แต่ไม่ต้องเยอะมาก เพราะลูกค้าไม่ชอบอ่าน รูปภาพจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น


เนื้อหาที่กระตุ้นให้อยากซื้อ หลายครั้งที่การตัดสินใจซื้อมักจบด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล จะต้องสร้างเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ของความอยากซื้อ เช่น ความทันสมัยที่พลาดไม่ได้ ความกลัวที่จะทำให้เสียโอกาส หรืออาจเป็นคำบอกเล่าจากลูกค้าที่เคยใช้สินค้าบริการมาก่อน เป็นต้น


โปรโมชั่นแรงๆ โปรโมชั่นก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะแปลงผู้เข้าชมเป็นลูกค้า อาจต้องใช้โปรโมชั่นแรงๆ สำหรับลูกค้าใหม่ ทั้ง ลด แลก แจก แถม


รูปภาพโดนๆ บางทีคำอธิบายเป็นร้อยเป็นพันคำ อาจไม่เท่ากับรูปภาพเพียงภาพเดียว ควรเลือกรูปภาพที่โดน เมื่อลูกค้าเห็นแล้วอยากจะซื้อสินค้าทันที


3.ปุ่ม Call-to-Action จะต้องเด่นและใหญ่ ปุ่ม Call-to-Action หมายถึงปุ่มหรือลิงค์ที่ต้องการให้ลูกค้าคลิก หลังจากที่อ่านละเอียดแล้วทั้งหมด บางครั้งอาจหมายถึงหมายเลขโทรศัพท์ให้โทรก็ได้ ปุ่ม Call-to-Action นี้จะต้องใหญ่และเด่น อาจต่อท้ายจากรายละเอียดและมีมากกว่าหนึ่งจุดก็ได้ ควรจะใช้คำที่จูงใจให้อยากคลิกปุ่ม เช่น ฟรี ขอรับสิทธิพิเศษ เป็นต้น หรือ เร่งรัดด้วยเวลา เช่น เดี๋ยวนี้ สมัครด่วนจำนวนจำกัด เป็นต้น


4.สร้างความน่าเชื่อถือ ส่วนใหญ่ ลูกค้ามายัง Landing Page ด้วยโฆษณาออนไลน์หรือบล็อก บางทีเขาก็ไม่รู้จักบริษัทของคุณด้วยซ้ำ ดังนั้นคุณจะต้องสามารถความน่าเชื่อถือให้พวกเขาเห็น เช่นระบุชื่อบริษัทที่ชัดเจนสถานที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เป็นต้นควรใช้ URL ที่เป็นโดเมนของบริษัทจะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า การใช้โลโก้ของคู่ค้าหรือประกาศนียบัตร จะช่วยสร้างความมั่นใจในสินค้าได้ ธุรกรรมออนไลน์ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับบ้านเรา ลูกค้าอาจมีความกังวลว่าจะถูกหลอกได้


5.ออกแบบให้ Keep it Simple ให้ Landing Page ดูแล้วสบายตา ลูกค้าจะไม่ชอบอ่านข้อความยาวๆ การนำเสนอด้วยรูปภาพและวีดีโอจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้นที่สำคัญเน้น Navigation ที่ดีและรองรับทั้งหน้าจอ Desktop และ Mobile ด้วย


6.เพิ่มโอกาสในการแชร์คุณอาจจะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่สนใจบอกต่อผ่านสังคมออนไลน์ด้วยการเพิ่มปุ่มแชร์ อาจใช้ของ AddThis หรือ ShareThis ก็ได้ แค่นี้แคมเปญของคุณก็จะกระจายให้รู้จักมากยิ่งขึ้น


7.สุดท้าย ความเร็วในการโหลด Landing Page จะต้องทดสอบ Landing Page ว่าสามารถเข้าถึงหรือโหลดทั้งหน้าด้วยความเร็วที่เร็วพอหรือไม่ บางครั้ง อาจใช้รูปภาพที่ใหญ่เกินไป โฮสติ้งที่ไม่ดี จะทำให้เสียโอกาสและเสียเงินโฆษณาไปเปล่าๆ ลองทดสอบด้วยเครื่องมือ PageSpeed Insights ของ Google (https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/) ที่จะให้คะแนนความเร็วและก็แนะนำปรับปรุงให้เร็วยิ่งขึ้น


จากนี้ไป Landing Page จะทำเงินให้คุณมากยิ่งขึ้น จะทำให้ประหยัดงบโฆษณาออนไลน์ได้อีกมาก