ขยายความเรื่อง ‘ผูกขาด’

ขยายความเรื่อง ‘ผูกขาด’

เวลาผมสอนวิชาเศรษฐศาตร์ธุรกิจในหัวข้อการแข่งขันและการผูกขาดนั้น มักจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นต่อไปนี้อยู่เสมอ

จึงขอนำมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้คิดตามครับ


ผูกขาดเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายเพียงรายเดียว? ถูกต้องตามนิยาม แต่ในความเป็นจริงโดยเฉพาะในประเทศไทย การที่ผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันรวมตัวกันเพื่อกำหนดราคาหรือปริมาณ หรือที่เรียกกันว่า Cartel นั้น ก็อาจเข้าข่ายผูกขาดได้เช่นกัน โดยในบางกรณี Cartel อาจมีข้อตกลงที่ซับซ้อน เช่น ผู้ประกอบการอาจจะตกลงกันว่าจะฮั้วกันเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น สายการบินหลายแห่งที่ถูกจับได้ว่าฮั้วราคาขนส่งสินค้าทางอากาศกันนั้น ได้ทำการตกลงกันว่าจะกำหนดราคาเฉพาะการขนส่งสินค้า แต่ถ้าเป็นเรื่องผู้โดยสาร ก็แข่งขันกันตามปกติ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวก็คือ บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ในประเทศไทย ที่คิดค่าคอมมิชชั่น (ก่อนเปิดเสรี) ตามที่ตกลงกันไว้ แต่ถ้าเป็นด้านอื่นๆ ก็แข่งขันกันไปตามปกติ เป็นต้น


ผูกขาดต้องมีขนาดใหญ่? เวลาเราคิดถึงธุรกิจผูกขาด เรามักจะคิดถึงธุรกิจขนาดใหญ่มากๆ ที่เป็นเจ้าตลาดในประเทศไทยทั้งประเทศ โดยความคิดนี้ อาจไม่ถูกต้องนักตามวัตถุประสงค์ของความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการผูกขาด ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้นักเรียนออกไปข้างนอกโรงเรียนระหว่างพักกลางวัน โดยนักเรียนจะต้องใช้เงินของตัวเองซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าภายในโรงเรียนเท่านั้น หากว่าโรงเรียนแห่งนี้มีร้านขายน้ำเพียงร้านเดียว คำถามคือร้านขายน้ำนี้มี “อำนาจเหนือตลาด” หรือไม่ คำตอบนั้นคิดได้ไม่ยาก หากคุณเป็นเจ้าของร้านขายน้ำนี้และคุณรู้ดีว่านักเรียนต้องซื้อน้ำจากคุณเท่านั้น คุณจะไม่ตั้งราคาที่สูงกว่าราคาตลาดหรือ ลองคิดให้ดีว่าคุณเคยพบธุรกิจใดก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่โต แต่ลูกค้าถูกจำกัดอยู่ในที่ที่ออกไปไม่ได้และจำเป็นต้องซื้อของจากธุรกิจนั้นๆ นั่นแหละครับ ธุรกิจที่มี “อำนาจเหนือตลาด”


ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำคือผูกขาด? อาจเป็นการผูกขาดภายในองค์กรเดียวกันคือ ซื้อขายกันเองเป็นการภายใน ซึ่งอาจไม่ตรงกับนิยามของการผูกขาด หรือ Monopoly ซึ่งเป็นการผูกขาดภายในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ โดยการที่ธุรกิจหนึ่งเป็นเจ้าของตั้งแต่วัตถุดิบ ผลิตเอง และยังบริการส่งไปยังมือผู้บริโภค อาจใกล้เคียงกับการควบคุมทางแนวดิ่งหรือVertical Integration ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนและยังอาจลดการทำกำไรซ้ำซ้อนได้ ในทางทฤษฎีแล้ว หากมีการลดราคาขายให้ถูกลง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้


เมื่อผูกขาดแล้ว ก็จะผูกขาดตลอดไป? แม้ว่ากฎหมายและการบังคับใช้จะไม่เข้มข้น แต่คู่แข่งที่มองเห็นช่องว่างในตลาดก็สามารถเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ขณะที่ Microsoft ถูกกล่าวหาว่าผูกขาดในตลาดโปรแกรมระบบปฏิบัติการหรือ Operating System สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดย Microsoft ต้องการควบคุมตลาดโปรแกรมที่ใช้เชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ต หรือ Browser จึงได้ใช้อำนาจที่มีในตลาด Operating System ในการเล่นงานคู่แข่งสำคัญคือ Navigator ของบริษัท Netscape จนกระทั่งInternet Explorer ซึ่งเป็นของ Microsoft ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบจะผูกขาดเลยทีเดียว ณ เวลานั้น หลายคนคิดว่าเราคงต้องใช้ Internet Explorer ตลอดไป เวลาผ่านมาหลายปีจนปัจจุบันพบว่า Browser มีให้เลือกมากมาย และที่สำคัญ Browser ที่ชื่อ Crome นั้น มีส่วนแบ่งการตลาดแซงหน้า Internet Explorer ไปแล้วดังนั้น หากผู้ที่ผูกขาดไม่ปรับตัวในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป “อำนาจเหนือตลาด” นั้น ก็สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว


ผูกขาดไม่มีประโยชน์ต่อสังคม? การที่ผู้ประกอบการสามารถคิดค้นสินค้าหรือบริการบางอย่างได้เพียงผู้เดียวและเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและในที่สุดกลายเป็นผู้ผูกขาดไป การผูกขาดลักษณะนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆได้ นอกจากนี้หากผู้ที่ผูกขาดนำกำไรที่ได้มาลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนและราคาลดลง ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการแข่งขัน แรงจูงใจที่จะเพิ่มประสิทธิภาพก็จะลดลงด้วยก็เป็นได้


ในยุคที่ผู้บริโภคได้รับข้อมูลอย่างมากมายและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถรวมตัวกันได้ง่ายขึ้น คงจะเป็นการยากที่ผู้ผูกขาดจะอาศัย “อำนาจเหนือตลาด” เอาเปรียบผู้บริโภคได้ตลอดไป การทำธุรกิจอย่างเป็นธรรมจะยั่งยืนกว่าครับ