ทิศทางทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตา

ทิศทางทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตา

ผู้นำจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เพิ่งกล่าวเปิดการประชุมสมัชชาแห่งชาติ

 ไปว่าจีนกำลังปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือประมาณ 7% ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2547 หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศขยายตัว 7.4% เมื่อปี 2557 หรือต่ำที่สุดในรอบ 24 ปี นอกจากนั้น รัฐบาลกรุงปักกิ่งยังปรับลดเป้าหมายอื่นๆ รวมถึงการเติบโตด้านการค้าและเงินเฟ้อ ด้วยเหตุผลว่าแรงกดดันขาลงต่อเศรษฐกิจมีมากขึ้น ประกอบกับปัญหาด้านการพัฒนาที่หยั่งรากลึกกำลังเกิดขึ้น อันทำให้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญในปีที่จะถึงนี้ มากกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา

ที่ผ่านมา ผู้นำจีนใช้คำว่า “สภาพปกติแบบใหม่” เพื่อบรรยายสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ของการที่เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ช่วงของการขยายตัวในระดับที่ต่ำลง ในช่วงของการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อหันไปเน้นความต้องการและการบริโภคในประเทศ เป็นเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออกและการลงทุน ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวช้าลงนี้ธนาคารกลางจีนก็ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 5.35% นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในเวลา 3 เดือน เพื่อปรับระดับดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับแนวโน้มปัจจัยพื้นฐานด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และการจ้างงาน พร้อมชี้ถึงเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลดดอกเบี้ย

สำหรับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐนั้น ธนาคารกลางเพิ่งรายงานว่ายังคงเติบโตในระดับพอประมาณแม้สภาพอากาศในบางพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย การจ้างงานยังมีเสถียรภาพหรือเพิ่มขึ้นในหลายภาค แม้ยังมีแรงกดดันในพื้นที่ส่วนใหญ่ เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐ ขยับขึ้นในภาพรวม อันทำให้ตีความได้ว่าสภาพเศรษฐกิจและเครื่องชี้วัดต่างๆ ที่เป็นไปในแง่บวก น่าจะปูทางให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยได้ตามที่วางแผนไว้ในปีนี้ โดยอาจเป็นกลางปีนี้อย่างที่คาดหมายกันไว้ในวงกว้างก็เป็นได้ แต่ไม่น่าจะเป็นการประชุมครั้งหน้า

การคาดหมายเรื่องการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ มีขึ้นแม้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้ คือ 2.2% จากคาดหมายเดิม 2.6% แต่ไม่ได้สร้างความวิตกแก่ธนาคารกลางสหรัฐ เนื่องจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจพิจารณาจากตัวเลขอื่นๆ ดำเนินไปในแง่ดี ประกอบกับตัวเลขรวมการเติบโตของปีที่แล้วอยู่ที่ 2.4% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 4 ปี อันทำให้ธนาคารกลางสหรัฐมีแผนปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากตรึงอยู่ในระดับ 0-0.25% มาเป็นเวลากว่า 6 ปีเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

แน่นอนว่าหากสหรัฐเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลต่อทิศทางต่างๆ เพราะสินทรัพย์ในรูปสกุลดอลลาร์จะมีผลตอบแทนมากขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวจะมีขึ้นท่ามกลางทิศทางของการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ อย่างในอินเดียที่ล่าสุดได้ประกาศลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมายเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน ด้วยการลดดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้แก่ธนาคารพาณิชย์ลง 0.25% เหลือ 7.5% และจีนก็ดังที่ระบุว่าได้ลดดอกเบี้ยเช่นกัน ซึ่งในท่ามกลางทิศทางการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันไปและบางครั้งก็ยากแก่คาดเดานี้ ทำให้ไทยต้องเพิ่มการจับตาทิศทางต่างๆ ให้มากขึ้นตามไปด้วย