“โจโกวี” ประธานาธิบดีแห่งความหวังใหม่ของอินโดนีเซีย

“โจโกวี” ประธานาธิบดีแห่งความหวังใหม่ของอินโดนีเซีย

นับตั้งแต่นายโจโก วิโดโด หรือโจโกวี เข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศอินโดนีเซีย ดูเหมือนว่าช่วงเริ่มต้นของการเข้ารับตำแหน่ง

โจโกวีต้องเผชิญกับบททดสอบมากมายจากหลายภาคส่วน


เมื่อช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โจโกวีได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างทุลักทุเลเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ เนื่องจากในการจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าวต้องจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้กระจายอย่างทั่วถึงกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 4 พรรค การต่อรองจากหลายกลุ่มทางการเมืองทำให้โจโกวีตกที่นั่งลำบากในการจัดตั้งทีมบริหารประเทศภายใต้การนำของตนเอง ให้ตอบสนองความต้องการของทุกกลุ่มการเมือง ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนด้วย


ซึ่งรัฐบาลชุดแรกภายใต้การนำของโจโกวีไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับจากประชาชนกลุ่มสนับสนุนโจโกวีมากนัก ในขณะเดียวกันการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในอำนาจของโจโกวีภายในพรรคการเมืองของตนเอง (PDIP) รวมทั้งพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอีกด้วย ปัญหาที่โจโกวีต้องเผชิญในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งในการควบคุมคณะรัฐมนตรีให้อยู่ภายใต้อำนาจของตนเองนั้น เป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ


ประเด็นแรก การขาดฐานเสียงที่เป็นพรรคการเมืองของตนเอง แม้ว่าโจโกวีจะมาจากพรรค PDIP ซึ่งได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ก็ตาม แต่ผู้นำซึ่งมีอำนาจในการควบคุมพรรค และเป็นที่เคารพรักของสมาชิกพรรคแท้จริง คือนางเมกาวาตี ซูกาโน บุตรี อดีตประธานาธิบดีของประเทศอินโดนีเซีย และเป็นลูกสาวของนายซูกาโน ผู้ต่อสู้กับชาติอาณานิคมในอดีต โจโกวีเป็นเพียงแค่สมาชิกพรรคคนหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทภายในพรรคไม่มากนักหากเทียบกับผู้นำพรรคคนอื่นๆ ซึ่งต่างจากผู้ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในอดีต ไม่ว่าจะเป็นนายยุโดโยโน่ หรือ นางเมกาวาตี รวมทั้งนายพลซูฮาร์โต้ในอดีต ต่างเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือมีพรรคการเมืองภายใต้การนำของตนเอง จึงสามารถควบคุม ผู้แทน หรือนักการเมืองที่เป็นสมาชิกพรรคของตนเองได้อย่างเต็มที่


แต่ในกรณีของโจโกวีนั้น การไม่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง หรืออยู่ภายใต้การนำของตนเองอย่างแท้จริงทำให้โจโกวีไม่สามารถควบคุมลูกพรรคที่ได้รับเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่ การตัดสินใจใดๆ ของโจโกวีที่อาจต้องผ่านความเห็นของสมาชิกพรรคนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนางเมกาวาตีก่อน หากเกิดการขัดแย้งระหว่างผู้นำ 2 ท่านนี้แล้วก็ดูเหมือนว่าโจโกวีจะไม่สามารถผ่านข้อเสนอหรือนโยบายต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนักจากสมาชิกพรรค เช่น ในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำราจแห่งชาติซึ่งกำลังมีปัญหาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากนายโจโกวี ไม่ต้องการให้ นายบูดี กูนาวัน (Budi Gunawan) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชันอยู่หลายกรณี หากแต่งตั้งขึ้นมาแล้วอาจส่งผลต่อภาพพจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ดี นางเมกาวาตี รวมทั้งผู้นำคนอื่นๆ จากพรรค PDIP และพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอีกหลายพรรคต้องการสนับสนุน นายบูดีขึ้นมารับตำแหน่งนี้ โจโกวีจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบากว่าจะจัดการกับการแต่งตั้งนายตำรวจใหญ่ในครั้งนี้อย่างไร ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์อำนาจในการบริหารของโจโกวีครั้งสำคัญเลยทีเดียว


ประเด็นที่สอง คือระบบพรรคการเมืองในอินโดนีเซียเองแม้จะเป็นพรรคการเมืองในระบบหลายพรรค หากแต่ไม่มีพรรคการเมืองใดที่โดดเด่น หรือชนะการเลือกตั้งโดยได้คะแนนมากกว่าพรรคการเมืองอย่างทิ้งห่างเหมือนในประเทศไทย หรือฟิลิปปินส์ ดังนั้นในการจัดตั้งรัฐบาลผสมของโจโกวี พรรคการเมืองทุกพรรคจึงมีบทบาทเท่าๆ กัน ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งโดดเด่นออกมาเพื่อมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าพรรคอื่นๆ แม้แต่พรรค PDIP ที่นายโจโกวีสังกัดก็ตามเนื่องจาก พรรคPDIP ได้ที่นั่งในรัฐสภาเพียงร้อยละ 18 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ PDIP มีอำนาจในการต่อรองที่นั่งรัฐมนตรีมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ


ดังนั้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงทำโจโกวีต้องจัดการ วางแผ่นในการคัดเลือกรัฐมนตรีให้ดีที่สุดเพื่อ ถ่วงดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 4 พรรค ไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้ผลประโยชน์มากจนเกินไป จนครอบงำรัฐบาล และยังอาจทำให้พรรคร่วมอื่นๆ ไม่พอใจก็เป็นได้ ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับโจโกวีในยามที่ต้องลงคะแนนเสียงในเรื่องกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ผ่านรัฐสภา


จากการขาดอำนาจในการควบคุมพรรคร่วมดังกล่าวของโจโกวียังทำให้ ประธานาธิบดีคนใหม่ท่านนี้ไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจในนโยบายหรือท่าทีต่างๆ ของพรรคร่วมได้มากนัก จึงทำให้บางครั้ง ท่าทีในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของบางกระทรวงที่ควบคุมโดยพรรคร่วมขัดกับนโยบายหลักของโจโกวีเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์และประชาชนทั่วไปที่สนับสนุนโจโกวีเป็นกังวลอย่างยิ่ง และต้องการที่จะเห็นโจโกวีเปลี่ยนแปลงท่าที และใช้อำนาจทางการเมืองในฐานะประธานาธิบดีให้มากกว่านี้


ประการที่สาม คือความขัดแย้งภายในพรรค PDIP เอง อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า โจโกวีไม่ได้มีพรรคการเมืองที่ตนเองสามารถควบคุมได้เหมือนผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีในอดีตทุกคนที่ผ่านมา ดังนั้น ในพรรค PDIP ซึ่งโจโกวีสังกัดจึงมีทั้งนักการเมืองที่สนับสนุน และไม่สนับสนุนโจโกวี นักการเมืองที่ไม่สนับสนุนโจโกวีส่วนใหญ่พยายาม ใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องต่างๆ รวมทั้งกล่าวหาว่าโจโกวีต้องการที่จะแยกตนเองออกไปจากพรรคหลังได้รับการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังว่ากล่าวอีกด้วยว่าโจโกวีสนับสนุนให้สมาชิกพรรค PDIP ได้ที่นั่งในคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ทางการเมืองน้อยจนเกินไป และให้ความสำคัญกับพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นมากกว่าพรรคของตนเอง บางคนยังกล่าวเสียด้วยซ้ำว่าโจโกวีกำลังจะหาทางไปจัดตั้งพรรคใหม่ หรือย้ายไปร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ความแตกแยกภายในพรรค PDIP ระหว่างผู้ที่สนับสนุน และผู้ที่ไม่สนับสนุนโจโกวีดังกล่าวถือเป็นปัญหาสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะแก่ตัวโจโกวีเอง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพของพรรคPDIP ในการบริหารประเทศต่อไปอีกด้วย


ประเด็นสุดท้าย คือ การท้าทายจากนักการเมืองรุ่นเก่าที่อยู่ในการเมืองของอินโดนีเซียมาเป็นเวลานาน นักการเมืองเหล่านี้มองว่า โจโกวียังขาดประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมืองอย่างมาก ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเมืองระดับชาติมาก่อน อยู่ๆ ก็ขึ้นมาบริหารประเทศ นอกจากนี้โจโกวีเป็นแค่ผู้ว่าเมืองโซโลในอดีตซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ต่างจังหวัดห่างไกล ไม่ได้มีการบริหารงานอันซับซ้อนอย่างนครจาการ์ตา หรือการบริหารประเทศ การให้ผู้ที่ไร้ประสบการณ์มาบริหารประเทศเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นแน่ คำกล่าวหาดังกล่าวของนักการเมืองรุ่นเก่าเป็นที่จับตามองของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้จากความนิยมในตัวโจโกวีที่ลดลง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งโจโกวีได้รับความนิยมสูงถึงร้อยละ 75 จากการสำรวจของสำนักโพลหลายสำนัก แต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาหลังจาก 3 เดือนในตำแหน่งประธานาธิบดี ความนิยมของโจโกวีลดลงเหลือเพียงแค่ ร้อยละ 50 ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักวิเคราะห์การเมืองของอินโดนีเซียจำนวนมาก ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังกับการทำงาน 3 เดือนแรกของคณะรัฐมนตรี รวมทั้งผิดหวังกับหน้าตาของคณะรัฐมนตรีชุดแรกอย่างมาก หลายท่านที่ให้สัมภาษณ์ยังกล่าวคล้ายกันด้วยว่า โจโกวีควรต้องมีการปรับรัฐมนตรีให้เร็วที่สุดเพื่อเพิ่มศักยภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลต่อไป แต่อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เหล่านี้มองว่าแม้พวกเขาและประชาชนจะผิดหวังในการบริหารช่วงแรกนี้ แต่ก็จะยังคงสนับสนุนโจโกวี และรัฐบาลของเขาต่อไป


แม้โจโกวีจะได้รับชัยชนะมาอย่างท่วมท้นจากการสนับสนุนของประชาชนชาวอินโดนีเซียจำนวนมาก แต่การเข้ามาบริหารประเทศไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบให้กับประธานาธิบดีท่านนี้ เราคงได้เห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีอยู่อีกหลายครั้งในอนาคต ในขณะเดียวกันก็น่าจะได้เห็นฝีมือที่พัฒนามากขึ้นในการบริหารประเทศของโจโกวี ทั้งนี้ เนื่องจากทีมที่ปรึกษาที่มีคุณภาพ และความรู้ในวิชาชีพต่างๆ ซึ่งน่าจะสนับสนุนโจโกวีได้อีกทางหนึ่ง