สู่ระบบอนุญาตฎีกา คดีจะจบเร็วขึ้นจริงหรือ?

จากบทความฉบับก่อน ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนอุทธรณ์และฎีกา
ที่มีวัตถุประสงค์ให้กระบวนการทางศาลจบเร็วขึ้นโดยระบุให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด และการฎีกาไปยังศาลฎีกาจะต้องได้รับอนุญาตจากองค์คณะผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งนั้น ในบทความฉบับนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ว่ามีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างไรบ้าง
คนไทยเราคุ้นเคยกับการที่ระบบศาลมีสามชั้นมาเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ที่มีการออกกฎหมายให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ. 2477 นับตั้งแต่นั้นมาประเทศไทยก็มีพัฒนาการทางด้านกฎหมายและระบบศาลเป็นระยะๆ โดยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้เกิดศาลชำนัญพิเศษจำนวนมากที่มีกฎหมายกำหนดให้ฟ้องร้องและอุทธรณ์ได้ต่อศาลเพียง 2 ชั้น กล่าวคือ เริ่มต้นฟ้องที่ศาลชั้นต้น ตัวอย่างเช่น ศาลแรงงาน ศาลล้มละลาย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และกรณีประสงค์จะอุทธรณ์ก็ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การกำหนดให้มีศาลที่ทำหน้าที่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียวจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับประเทศไทย อย่างไรก็ดี ในกรณีศาลชำนัญพิเศษที่ต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์นั้น เราอาจจะเข้าใจและยอมรับในเหตุผลได้ว่า เรื่องที่ขึ้นศาลชำนัญพิเศษเป็นเรื่องเฉพาะทาง ดังนั้น การที่ต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลชั้นสูงสุดที่มีผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญและมีความอาวุโสจึงเหมาะสมแล้ว
แต่ในกรณีที่มีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด และการฎีกาไปยังศาลฎีกาจะต้องได้รับอนุญาตจากองค์คณะผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งก่อนนั้น เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง การเสนอแก้ไขกฎหมายนี้จะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำนวนมากไม่ได้รับการตรวจสอบจากศาลชั้นสูงสุดของประเทศ จึงเกิดคำถามที่น่าวิตกกังวลสองประการว่า
1. ประชาชนจะเกิดความเชื่อมั่นในความถูกต้องของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่? และ
2. หากผู้ที่เสนอให้ปฏิรูปกฎหมายนี้ได้ประเมินแล้วว่าศาลอุทธรณ์ก็มีความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับศาลฎีกา การแก้กฎหมายในครั้งนี้จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการเสริมประสิทธิภาพการดำเนินการทางศาล ลดการประวิงคดีและป้องกันไม่ให้คู่ความที่สุจริตได้รับความเสียหายจากความล่าช้าในกระบวนการศาลได้จริงหรือไม่?
ในประเด็นแรก ผู้เขียนเห็นว่า มุมมองของประชาชนในเรื่องความเชื่อมั่นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ปัจจุบันกลายเป็นแนวปฏิบัติไปแล้วว่าไม่ว่าคดีจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด หากคดีผ่านเกณฑ์ทางด้านทุนทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด (กล่าวคือเป็นคดีพิพาทจำนวนค่อนข้างสูง) ฝ่ายที่แพ้คดีในศาลชั้นต้นก็จะประสงค์ให้มีการอุทธรณ์ฎีกาจนถึงศาลชั้นสูงสุดเพื่อใช้สิทธิของตนอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่า แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนระบบฎีกาให้เป็นระบบอนุญาต ผู้ที่แพ้คดีในศาลอุทธรณ์ก็ยังจะใช้สิทธิในการขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาอยู่นั่นเอง
ในประเด็นที่สอง เนื่องจากเป็นที่คาดหมายได้ว่าถึงอย่างไรคดีส่วนใหญ่ก็จะมีการขออนุญาตฎีกา ดังนั้น จึงจะเกิดช่องทางในการประวิงคดีช่องทางใหม่ คือการขออนุญาตฎีกา ซึ่งอาจทำให้คดีต่างๆ ไปกระจุกอยู่ที่คอขวด คือ องค์คณะผู้พิพากษาที่พิจารณาอนุญาตฎีกา และเนื่องจากเป็นที่คาดหมายได้ว่าจำนวนคดีที่จะมีการขออนุญาตฎีกามีจำนวนมาก องค์คณะผู้พิพากษาจึงอาจใช้เวลานานในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ ทำให้ปัญหาความล่าช้าอาจจะไม่ได้ทุเลาลงอย่างที่ประสงค์
จากผลการดำเนินงานของศาลยุติธรรมในรอบปี 2555 ตามข้อมูลสถิติคดีของศาลชั้นต้นมีทั้งหมด 1,035,177 คดี โดยเมื่อรวมกับคดีที่ค้างมากับปีก่อนเป็นจำนวน 1,206,528 คดี คดีพิจารณาแล้วเสร็จ 1,046,052 คดี คิดเป็น 86.70% ข้อสังเกตคือ ในรอบ 3 ปีมีคดีเกิดขึ้น และฟ้องต่อศาลยุติธรรมประมาณ 3 ล้านคดีต่อปี หากประชากรของประเทศมี 70 ล้านคนเท่ากับว่า 70 คน เป็นความ 1 คน
ส่วนสถิติของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในปี 2555 คดีที่มีการอุทธรณ์ทั้งหมด 10 ศาล จำนวนคดี 45,875 คดี คิดเป็น 4.45% ของคดีทั้งหมด ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีแล้วเสร็จ 53,719 คดี คิดเป็น 71.79% ของคดีที่มีการยื่นอุทธรณ์เข้ามา คงคดีค้าง 21,109 คดี ส่วนศาลฎีกา มีการฎีกาคดีสู่ศาลฎีกาในปี 2555 มีจำนวนคดี 13,294 คดี คิดเป็นร้อยละ 28 ของคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาทั้งหมด มีการพิจารณาแล้วเสร็จ 17,639 คดี คงคดีค้าง 33,616 คดี
จากสถิติดังกล่าว ประมาณร้อยละ 30 ของคดีที่ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ มีการฎีกาต่อศาลฎีกา หากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า 30 เปอร์เซ็นต์นี้ก็จะไปตกอยู่กับองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิจารณาอนุญาตฎีกา เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการของศาลและเสริมความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่มีต่อระบบศาลยุติธรรมตามเป้าหมายของการปฏิรูปกฎหมาย ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้
1) ควรจะมีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่น่าสนใจเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีที่ถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ด้วย
2) ควรกำหนดหลักเกณฑ์คดีที่ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยของศาลฎีกาอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาช่างน้ำหนักเบื้องต้นว่าควรจะขออนุญาตฎีกาหรือไม่
ผู้เขียนเชื่อว่าหากมีการดำเนินการดังกล่าวก็น่าจะช่วยให้กฎหมายใหม่ฉบับนี้บรรลุวัตถุประสงค์ในการย่นระยะเวลาในดำเนินการในชั้นศาล เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนและเสริมสร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายได้
******************************************
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่




