ในสหรัฐอุปสรรคที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อการกระจายรายได้ และความเป็นรัฐสวัสดิการ สำหรับคนยากจน
ซึ่งเป็นคนผิวดำและชนชั้นแรงงานเป็นส่วนใหญ่นั้น นอกจากระบบการเลือกตั้งที่เราได้กล่าวมาแล้ว กลไกที่ค้ำจุนหรือเป็นเสาหลักให้แก่พลังอนุรักษ์ที่มักเป็นเจ้าที่ดิน เป็นนายทุน เป็นนักกฎหมาย นักการเมือง ที่จะลืมไม่ได้คือสภาสูง Senate และศาลสูง US Supreme Court
สภาสูงของอเมริกาก็เหมือนสภาสูงของหลายๆ ประเทศ แม้กระทั่งของประเทศเรา หรือนึกถึง House of Lords ของอังกฤษ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อขวางหรือคานการเติบโตของประชาธิปไตย สมาชิกของ Senate เป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์ ฝ่ายที่เกลียดนิโกร โดยเฉพาะทางใต้และทาง Midwest ทางเหนือ พื้นที่มักเป็นเกษตรกรรมและชนบท ประชากรไม่หนาแน่น อิทธิพลทางการเมืองของ Senate ที่มีสูงมาก หรือพูดได้ว่ามากเกินไป ที่ได้เป็นตัวแทนของพื้นที่ที่คนไม่หนาแน่น สมาชิก Senate ส่วนใหญ่ร่ำรวย ได้รับการเลือกตั้งมาแบบทางอ้อม ต้องใช้เงิน จึงเป็นระบบที่มีการคอร์รัปชันสูง เราคงนึกภาพได้ว่าประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 19 ของอเมริกา คงมีนักเลือกตั้งมากกว่านักประชาธิปไตย ต้องการยึดอำนาจรัฐ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มและออกกฎหมายกติกาเพื่อตนเองและพรรคพวก เหมือนประชาธิปไตยที่พบในประเทศโลกที่สามที่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ การบริหารไม่มีประสิทธิผล
สุดยอดของความเป็น American Exceptionalism คือ บทบาทและอำนาจที่ Supreme Court ของอเมริกา เริ่มแรกศาลสูงของอเมริกามีที่มาคล้ายๆ ของอังกฤษ แต่พัฒนาการต่อมากลายเป็นว่าศาลสูงของอเมริกามีความเป็นอิสระและมีอำนาจมากกว่าของอังกฤษแบบเป็นหนังคนละม้วน เป็นสิ่งที่ผู้ก่อร่างสร้างรัฐธรรมนูญหรือสร้างประเทศไม่ได้คาดคิดหรือวางแผนไว้ ที่คิดไว้เป็นแต่เพียงว่าศาลสูงเป็นหนึ่งในระบบการปกครองที่มีการแบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆ เมื่อมีความคัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับข้าราชการ แล้วศาลสูงต้องเข้ามาตัดสินวินิจฉัยในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในคดีที่รู้จักกันดี Marbury V Madison เนื่องจาก ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลสูงตีความว่ากฎหมายที่ออกโดยรัฐสภานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ (สมัย Thomas Jefferson เป็นประธานาธิบดี) จึงเป็นต้นแบบตั้งแต่นั้นมา ศาลสูงมีอำนาจที่จะตีความว่ากฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญนั้นย่อมใช้ไม่ได้ ผลลัพธ์ที่มีต่อมานั้นสำคัญมาก บทบาทของศาลสูงในยุโรปหรือในอังกฤษจะไม่ได้เป็นแบบที่เราพบในสหรัฐ ในอังกฤษนั้น อำนาจสูงสุดนั้นอยู่ที่รัฐสภา Parliamentary Supremacy ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีประเพณียับยั้งกฎหมายของรัฐสภา อำนาจใครอำนาจมัน
ประวัติศาสตร์ของอเมริกานั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่ขัดแย้งกันหรือ Paradox คนอเมริกันมีความภูมิใจว่าประเทศของตนเป็นบททดลองที่สำคัญของประวัติศาสตร์โลกในเรื่องเสรีภาพของชาติ ศักดิ์ศรีของมนุษย์ ให้ความนับถือ มีความศรัทธาในรัฐธรรมนูญของตนในบรรดา Paradox ที่มีมากมายนี้ หนึ่งในนั้นคือความเสมอภาค อมตะพจน์ของ Thomas Jefferson ที่ว่า “All men are created equal” นั้น มีช่องว่างระหว่างความฝัน ความคาดหวัง หรือความเป็นจริง อเมริกาใช้เวลานานมากกว่า 150 ปี ที่จะแปลงมันเป็นความเป็นจริง จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ความเป็นธรรม ความเสมอภาคของคนอเมริกา นั้นจำกัดอยู่เฉพาะสำหรับคนผิวขาว ประเด็นเรื่องความเสมอภาค ความยุติธรรม ความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพนั้นอิทธิพลของศาลสูงสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20 ส่วนใหญ่แล้วตีความวินิจฉัยรัฐธรรมนูญไปในลักษณะที่เข้าข้างชนผิวขาวอเมริกัน เข้าข้างผลประโยชน์ของนายทุน นายจ้าง เจ้าของที่ดิน เจ้าของทาส มีอคติต่อทาสนิโกร ชนชั้นแรงงาน ชาวนา
ถ้าเรามองผู้ก่อร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐ รวมพื้นเพที่มาของสมาชิกผู้พิพากษาในศาลสูง เราจะพบว่ารัฐธรรมนูญสะท้อนถึงความเป็นเอกสารทางเศรษฐกิจที่ต้องการให้ประเทศใหม่อย่างสหรัฐอเมริกามีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตด้วยทรัพยากรและคนของประเทศเอง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญต้องให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในชีวิต ในทรัพย์สิน ในสัญญาที่พลเมืองต้องปฏิบัติต่อกัน มิเช่นนั้นพาณิชย์กับและการค้าทั้งในและนอกประเทศจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ความคิดเช่นนี้เป็นพื้นฐานของตลาดเสรีและการเมืองแบบประชาธิปไตย จริงๆ แล้วความเติบโตละเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้น ชนชั้นนำของประเทศให้ความสำคัญมากกว่าความเสมอภาคหรือการกระจายรายได้ แม้อเมริกาประกาศเลิกทาสแล้วในทศวรรษ 1870 ผู้ชายคนผิวขาวอเมริกาที่ไม่มีทรัพย์สินก็ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง สำหรับคนผิวดำนั้น จนกระทั่งทศวรรษ 1960 หรือเกือบร้อยปีถัดมาคนผิวดำไม่เคยเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเท่าเทียมกันเหมือนคนผิวขาว
ทั้งหมดนี้ ศาลสูงสหรัฐมีบทบาทสูงมากในการกำหนดทิศทางและเป็นนโยบายทางสังคม จากการวินิจฉัยตัดสินข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชนหรือระหว่างประชาชนของรัฐ หลังสงครามเลิกทาส ทาสควรจะสิทธิและเสรีภาพเหมือนคนทั่วไป ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น การถูกกีดกันแบ่งแยก การใช้บริการร้านอาหาร รถไฟ โรงเรียน ยังเป็นกฎหมายที่หลายมลรัฐโดยเฉพาะทางใต้ใช้บังคับ ในช่วงแรกศาลสูงก็ไม่ได้เข้าข้างความถูกต้อง ความยุติธรรม กลับตีความว่าทาสจะไม่มีทางมีสิทธิเป็นคนเสรีอย่างคนผิวขาว การกีดกันแบ่งแยก หรือ Segregation ไม่ใช่เป็นความไม่เสมอภาคทางกฎหมาย ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องของสังคม เพราะฉะนั้น การแยกส่วนการใช้บริการระหว่าง คนขาวกับคนดำเป็นเรื่อง “Separate but Equal” หรือกรณีความขัดแย้งในเรื่องสิทธิของเจ้าของทาสในตัวทาส (เช่น Plessy vs Ferguson หรือ กรณีของ DredScott ซึ่งเป็นคดีที่รู้จักกันดี เป็นต้น)
ประวัติศาสตร์การตัดสินใจของศาลสูงแม้จะมีความเป็นพลวัต แต่ในอดีตเต็มไปด้วยตัวอย่างที่บอกถึงความเป็นอคติของศาลและชนชั้นนำที่มีต่อทิศทางการเติบโตของรัฐสวัสดิการ ศาลสูงสหรัฐในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นอุปสรรคขัดขวางยับยั้งกฎหมายที่ออกโดยมลรัฐและของรัฐบาลกลาง เช่น ยับยั้งกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ ยับยั้งความพยายามของรัฐที่จะออกกฎเกณฑ์ควบคุมสภาพแรงงาน เช่น ยับยั้ง 8 ชั่วโมงต่อวันในการทำงาน เคยยับยั้งภาษีเงินได้ที่รัฐบาลกลางจะเก็บจากคนรวย แปลกแต่จริง ศาลสูงสหรัฐตีความ Sherman Act ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องการป้องกัน กำจัดอำนาจของผู้ประกอบการและบริษัท ไปใช้กับการห้ามสหภาพแรงงานหยุดงาน โดยมองว่านั่นเป็นการใช้อำนาจผูกขาด ศาลสูงสหรัฐตีความ 14 Amendment ที่ต้องการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายให้แก่คนผิวดำในสิทธิ ตีความโดยเอาข้อกฎหมายนี้ไปช่วยบริษัทธุรกิจ คือตีความบริษัทเป็นเหมือนบุคคลที่มีชีวิต ทรัพย์สินของบริษัทก็เหมือนทรัพย์สินของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง ทำให้ในช่วง 20 ปี บริษัทธุรกิจสามารถทำอะไรได้เสรีมากกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งหมดนี้ศาลสูงสหรัฐยืดมั่นในหลักคิดที่จะให้ความสำคัญกับ Liberty และ Contract เอกชนควรมีเสรีภาพในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยที่รัฐไม่ควรไปกำกับ จนกระทั่งการเกิดของ New deal ในทศวรรษ 1930 รัฐบาลและสังคมสหรัฐถูกครอบงำโดยศาลสูงอย่างชัดเจน
สหรัฐ น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ศาลสูงมีบทบาทมากทำหน้าที่แทนรัฐบาลและรัฐสภาในการกำหนดนโยบายของสังคม นักวิชาการ Skopol เรียกว่าเป็น Judicial State






